@ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา  เมื่อถึงคราก็จรกลับรัง

     
             
                ภาษิตจีนที่ว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ใช้ได้ตลอดกาล  เย็นวันนี้ (21 พ.ค.2556) เราต้องเดินทางอีกแล้ว เพื่อไปยังเมืองล่า เมืองนี้เป็นเมืองชายแดนที่ติดพรมแดนลาว ห่างจากด่านตรวจคนเข้าเมืองประมาณ 40 กม.  ตอนเช้าของวันที่ 22 พ.ค. เราจะกลับเมืองไทยกันแล้ว      
             
             
           
       

          ถึงเมืองล่าก็มืดแล้ว อาจารย์ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่เมืองล่านี้ เพราะเคยมาอยู่และช่วยสร้างวัดที่นี่ไว้ ดังนั้นคืนนี้เราจึงมาพักกันที่วัดแห่งนี้ เป็นวัดที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในเมืองล่า ห่างออกมาจากเมืองล่านิดเดียว ตอนที่ไปถึงหมู่บ้านนั้นก็มืดแล้ว  แต่ชาวบ้านก็มาต้อนรับกันหลายคนอยู่

 

     
           
       

          ที่บ้านหลังที่เราไปนั่งคุยกันกับชาวบ้าน นั่งคุยได้สักพัก ชาวบ้านรู้ข่าวเข้า ก็ทะยอยกันมานั่งคุย

 

     
           
       

          หลังจากเจรจาปราศัยกันพักใหญ่ ตอนแรกชาวบ้านจะให้พักที่บ้านของพวกเขา แต่เราตกลงกันว่า ไปนอนที่วิหารที่วัดกันดีกว่า ไปถึงชาวบ้านก็เก็บกวาดวิหาร(น่าจะเป็นอุโบสถมากกว่า) จนสะอาดเรียบร้อยดี

 

     
           
       

          สองหมวยนี่ มาช่วยปัดกวาดด้วย  เช็ดๆถูๆเสร็จก็มานั่งสนทนาด้วย แต่ท่าทางขี้อาย ไม่ค่อยพูด ได้แต่นั่งฟังผู้ใหญ่นั่งคุยกัน

 

     
           
       

          นั่งคุยสนทนากันสักพัก ชาวบ้านก็เลยสวดมนต์ทำนองสิบสองปันนาให้ฟัง มนต์นั้นก็เป็นบทเดียวกันกับที่ใช้สวดในเมืองไทย แต่สำเนียงและทำนองการสวดนั้นต่างกันออกไป

 

     
           
       

          ตื่นเช้ามา อากาศสดใส อุโบสถหลังนี้เป็นที่พักอาศัยนอนกันเมื่อคืนนี้

 

     
           
       

          เดินลงมาจากวัดไม่ถึง 2 นาที ก็เข้าหมู่บ้านแล้ว

 

     
           
       

          ตอนเช้านี้ คุณลุงเจ้าของบ้านก็จัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แน่นอน เป็นบะหมี่ + ไข่ดาว แต่บะหมี่ที่ชาวบ้านปรุงกันเองนั้น น้ำซุปจะจืดๆ เราต้องมาปรุงกันเอง

 

     
           
       

          ก่อนกลับ ก็มีการผูกข้อมือ กันตามธรรมเนียม

 

     
           
       

           น้องเหมย ( ตั้งชื่อเอง )

 

     
     

     
       

          น้องแป๋ว (ตั้งชื่อเองเหมือนกัลลล)

 

     
           
       

          ผูกข้อมือให้น้องแป๋ว

 

     
           
       

          รู้รึยัง ทำไมหนูชื่อแป๋ว  ดูตาหนูสิ

 

     
     

     
             
     

          เห็นมั้ย เห็นมั้ย แป๋วจริงๆ

     
             
           
               

          นี่เป็นบ้านของคุณลุง ที่เลี้ยงอาหารเช้า ลักษณะบ้านนั้นเป็นห้องโล่งกว้าง

 

     
           
       

          ถึงเวลาจะกลับ ชาวบ้านก็มาส่งกันหลายคน อาจจะมากกว่านี้ถ้าไม่ติดไปตัดยางกัน ชาวบ้านที่นี่ มีอาชีพตัดยางกันทุกหลัง ราคายางค่อนข้างดี วันที่ไป (21 พ.ค. )นั้น สอบถามราคาดู ขี้ยางราคา กก. ละ ประมาณ 80 บาท ในขณะที่เมืองไทย น่าจะราคาที่ 40-50 บาท

 

     
           
       

          กำลังจะขึ้นรถคันนี้ ที่จะไปส่งที่ชายแดน บ่อหาร

 

     
           
       

          ลักษณะบ้านของที่นี่ เขาจะยกใต้ถุนสูง มีเสาปูนตั้งขึ้นมาสูงประมาณ 1 ฟุต ตัวบ้านนั้น เสาไม้จะวางบนตัวบ้านเฉยๆ ถ้าอยากจะย้ายบ้าน ก็ยกไปได้ทั้งหลังได้เลย

 

     
           
       

          ร่ำลากัน ก่อนขึ้นรถ

 

     
           
       

          ชาวบ้านแต่งตัวแบบพื้นบ้านไทลื้อ ยิ้มแย้มแจ่มใส

 

     
     

     
       

         น้องเหมยฟ้า ตื่นแต่เช้า  ก็มาส่งด้วย

     
             
             
     

     
       

          พอเอากล้องไปจ่อที่น้องเหมย เธอก็โพสต์ท่าทันที ไม่ต้องบอก

 

     
     

     
       

          เลยรีบกดชัตเตอร์ เก็บภาพความสดใสของ เหมยน้อยเสียหลายใบ

 

     
           
       

          จากเมืองล่า รถผู้ใหญ่บ้าน อาสามาส่งที่ชายแดนบ่อหาร เป็นรถตู้เล็ก นั่งกันมา 7ที่ พอดีๆ ไม่นานนักก็ถึงชายแดน

 

     
           
       

          เช็คที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง

 

     
     

     
       

          ห่างจากด่านบ่อหารมาเล็กน้อย ก็ถึงด่านลาว บ่อเต็น ที่นี่ บุญจัน เจ้าเก่า มารอรับอยู่แล้ว

 

     
           
       

          เดินทางกลับ ต้องผ่านประเทศลาว ในเมืองลาวนี้ เราไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหน เพียงแต่นั่งรถเป็นทางผ่านเท่านั้น ถนนในเมืองลาวจะแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงที่ติดกับจีน สร้างโดยผู้รับเหมาจีน ถนนเรียบ ไม่มีบ่อไม่มีหลุม ไม่มีปะผุ สังเกตุ เสาที่ริมถนนทาสีขาว-แดง ลักษณะดังภาพ

 

     
           
       

          ตลอดเส้นทางก็จะเป็นโค้งอย่างนี้ไปตลอด หลุดโค้งไปก็ลงเหวแน่

 

     
           
       

          ทางช่วงนี้เป็นของผู้รับเหมาในไทยแล้ว สังเกตุเสาข้างถนนเป็นขาวดำแล้ว ผิวถนนไม่ราบเรียบเหมือนถนนที่จีนสร้าง แต่เทียบกันแล้ว ก็ยังดีกว่าถนนสาย บ้านบึง-แกลง หลายเท่านัก

 

     
           
       

          หลักกิโลเมตร ห้วยทราย 156 กม.

 

     
           
       

          ลักษณะถนนคดเคี้ยวไปมาตลอดทาง ใครเมารถ แนะนำให้กินยาแก้เมารถก่อนได้เลย ยาแก้เมารถนั้น ต้องกินก่อนขึ้นรถสัก ครึ่งชั่วโมง ถ้ากินเสร็จแล้วขึ้นรถเดินทางเลย จะไม่ทันการ ไม่ได้ผล

 

     
           
       

          นักเรียนชั้นประถม มัธยมในเมืองลาว นุ่งผ้าซิ่น  สวยงาม มีระเบียบดี

 

     
           
       

          มื้อเพล เราแวะกันที่บ้านน้ำฟ้า เลยจากหลวงน้ำทามา อีก ผลไม้นี้เห็นวางขายอยู่

 

     
           
       

          เห็นสาวน้อยเลี้ยงน้องอยู่ เลยขอกดชัตเตอร์สัก 1 รูป

 

     
           
       

          ร้านอาหารป่า ร้านนี้เอง

 

     
           
       

         แกงป่าเนื้อเก้ง

 

     
           
       

          เก้งแดดเดียว ทอด

 

     
     

     
       

          ก่อนอำลากลับ เคหา เก็บภาพสดใสๆของหนูๆ ที่ได้เจอมาในระหว่างทาง

 

     
     

     
       

          เหมยฟ้า

 

     
     

     
              หมวยแป๋ว      
             
                       @....เย็นวันที่ 22 พ.ค. เราก็เดินทางถึงเชียงของ   

                  เรื่องราวในหนทางยาวไกล 2000 กิโลเมตรกว่าๆ ไปกลับก็เกือบ 5000 กิโลเมตร โดยเส้นทางรถยนต์  ผ่าน 3 ประเทศ ไทย-ลาว-จีน ก็ถึงกาลจบลง เหมือนที่จั่วหัวไว้ว่า "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา" เมื่อถึงครา ก็สมควร ก็ต้องจรกลับเสียที  บทความเล่าเรื่องด้วยภาพเหล่านี้  เขียนบัทึกจากความทรงจำ  ตกบ้างหล่นบ้าง ใช้ภาษาในการเล่าเรื่องแบบง่ายๆ อาจจะผิดหลักภาษาบ้ง แต่ก็เพื่อความสนุกสนาน หวังว่าคงจะให้ความรู้บ้างสำหรับผู้ที่กำลังอยากจะเดินทางไปเที่ยวเมืองจีน..........ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวตลอดมา....

     
                     
         

@:-  งานเลี้ยง ยังมีวัน  ต้องเลิกรา
เมื่อถึงครา   ก็ต้องจร  กลับรวงรัง
เรื่องราว     รวบรวมแล้ว  แต่หนหลัง
ก็คงยัง      จดจำไว้    ตลอดกาล ฯ