แชงกรีล่า - หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน

     
             
      .       

         แชงกรีล่า ชื่อเดิมคือเมืองตงเจี้ยน อยูขึ้นมาตอนเหนือของคุนหมิงกว่า 700 กม. ห่างขึ้นมาจากลี่เจียง ประมาณ 200 กม. เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวธิเบต มีชื่อเสียงจาก วรรณกรรมบันลือโลก Lost Horizons ของ เจมส์ ฮิลตันใน ค.ศ. 1933 ซึ่งกล่าวถึงเสรีภาพของชนต่างเชื้อชาติผิวพรรณ อาศัยกันอย่างสันติสามัคคี
เมืองนี้มีความวิจิตรงดงาม กับผืนหิมะอันหนาวเย็น ในฤดูหนาว หิมะจะปกคลุมตลอดทั้งเมือง แต่ตอนที่พวกเราไปเที่ยวกัน หิมะไม่มีแล้ว ยังคงมีอยู่บน "หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน" อันเป็นเป้าหมายแรกเลยที่เราจะไปเยือน(แต่ไปเขาซีซานก่อนแล้วเพราะเวลามีเหลือ)  

          ที่เมืองแชงกรีล่านี้ มีเมืองเก่าอยู่ทางตอนใต้เมือง ที่นี่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึกและเกสต์เฮาส์ ถนนปูด้วยหินกรวด มีลานจัตุรัสใหญ่ หน้ากงล้อมนต์สีทอง ที่สูง 23 เมตร ผู้คนนิยมไปหมุนกงล้อนี้เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง

 

     
           
       

        ออกจากคุนหมิง ด้วยรถนอนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ มันสาหัสกว่ารถนอนวันแรก เพราะเบาะแถวหนึ่ง มีที่นอน 4 ที่ ทางซ้ายเป็น3ที่นอนติดกันขนาดกว้างประมาณสัก1ศอกต่อคน  ทางขวาเป็นเตียงเดี่ยว ใครโดนที่นอน3เตียงติดกันก็นอนอึดอัดไปตลอด 15 ชั่วโมง ออกจากคุนหมิง ทุ่มครึ่งของคินวันที่ 15  พค.  ถึงเมืองแชงกรีล่า 10 โมงครึ่ง ของวันที่ 16 พค. รวมเวลาที่ต้องอึดอัดอยู่บนรถ 15 ชั่วโมง ดีที่อากาศนั้นเย็นโดยธรรมชาติของเมืองอยู่แล้ว แต่อยู่บนรถก็ยังรู้สึกว่าร้อนอยู่ พอถึงสถานีรถ ลงมาสัมผัสอากาศเมืองแชงกรีล่าปั๊ป รู้สึกความเหนื่อยเมื่อยล้า ที่เดินทางอันยาวไกลหายไปทันที อากาศที่นี่เย็นเหมือนทางเหนือตอนฤดูหนาว หรืออาจจะเย็นกว่าเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่เราไปนั้นเป็นช่วงฤดูร้อนแล้ว

 

     
       

     
       

          หาที่พักกันก่อน เพื่อล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ

 

     
     

 

     
       

          ได้เวลาเพลพอดี หาอาหารใส่ท้องกันก่อน

 

     
     

     
       

          หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เตรียมเดินทางไปเที่ยวกันต่อ อย่าให้เสียเวลา

 

     
     

     
       

          ในเมืองแชงกรีล่า (ตงเจี้ยน)

 

     
     

     
             
               

          ออกจากเมืองมาไม่นาน ก็มาถึงหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน(ข้อมูลอาจจะผิดพลาดในชื่อของสถานที่ ก็ขออภัยด้วย)

 

     
     

     
       

         ระหว่างทางมานั้น จะพบกองหินอย่างนี้มาตลอดทาง มิสเตอร์จืดอธิบายว่า "ชาวธิเบตเค้านับถือหินครับ กองหินนี้ อาจจะเป็น ที่สำหรับเวลามีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ชาวบ้านจะมาชุมนุมกันทำพิธีกรรมต่างๆที่นี่ คล้ายๆเจดีย์บ้านเรา "

 

     
     

     
       

          ถึงแล้วครับ .... ทางขึ้นไปมีระฆังสำหรับให้หมุนไปตลอดแนว

 

     
     

     
             
       

         ก็หมุนซะ ตามระเบียบ สุดทางนั้น เราต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปบนยอดเขา

 

     
     

     
             
       

         ลานกว้าง ที่อยู่ ด้านหน้า

 

     
     

     
             
       

         หอกระโจมด้านหน้านั่นคือสถานีรถกระเช้าไฟฟ้า

 

     
     

     
             
               

          เรานั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นมา มี 2 ช่วง พอลงกระเช้าไฟฟ้าช่วงแรก จะมีที่พัก ให้ซื้อของที่ระลึกด้านในออฟฟิซนี้

 

     
             
     

     
       

 

         ด้านในออฟฟิซ มีสินค้าเป็นพวกสมุนไพรสารพัด มีเป็นร้อยๆอย่าง ไม่รู้จักเลยซักอย่าง   ส่วนถาดนี้เป็นเนื้อจามรีอบสมุนไพร มีสารพัดแบบ   ถ่ายรูปได้ 2-3 รูป ก็โดนคนขายมาไล่ มันไม่ให้ถ่ายรูป เลยอดถ่ายรูป สินค้าที่อยู่ด้านในมาให้ดู

 

     
     

     
             
       

         ด้านนอก เห็นชนพื้นเมือง 2 คนนี้นั่งอยู่ ไม่รู้ว่าคอยให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปรึเปล่า แต่ที่รู้ๆ ถูกนักท่องเที่ยวคนนี้ถ่ายซะแล้ว 1 รูป

 

     
             
     

     
              

         อาคารนี้เป็นไม้ล้วนๆ เป็นไม้สนสามใบ เดินๆดูเห็นที่ประตูมีไอ้นี่อยู่ เก็บเสีย 1 ภาพ

 

     
     

     
             
       

          ภายนอกอาคาร ไม้สน(สนสามใบ)

 

     
     

     
             
              

          ทิวทัศน์รอบๆ

 

     
     

     
       

          ยอดเขาข้างหน้านั่นแหละที่ เราจะไปกัน

 

     
     

     
       

         ถึงแล้ว ปกติหิมะจะปกคลุมยอดขาวโพลนไปหมด แต่ช่วงที่พวกเรามานั้น เป็นฤดูร้อน หิมะละลายไปมากแล้ว  ถึงแม้จะละลายไปเป็นส่วนมากแล้ว แต่ทว่ายอดเขานี้มีหิมะปกคลุมตลอดปี  จึงยังคงเหลือให้กะเหรี่ยงเมืองไทยได้ชมกันบ้าง

 

     
     

     
       

          เดินขึ้นไปเรื่อยๆ อากาศเย็นมาก อุณหภูมิติดลบ อากาศก็เบาบาง ตอนนี้ชักไม่ไหว มือเย็นเฉียบ ปากเขียว หายใจไม่ทัน ต้องหยุดพักเป็นระยะๆ

 

     
     

     
       

          หนาวเย็นมาก

 

     
           
       

          บนยอดเขา จะมาทางเดินอย่างนี้ เป็นวงกลม รอบๆ ระยะทางเดินรอบ สัก 1 กม. แต่ตอนนี้มันเหมือนกำลังเดินระยะทาง 10 กม. ขึ้นบันไดแต่ละขั้น ตอนนี้ต้องสาวราวบันไดแล้ว

 

     
     

     
       

        เหนื่อย ก็หยุดพักเป็นระยะๆ

 

     
     

     
       

          .... อึดจริงๆ

 

     
     

     
       

          ถึงตอนนี้ ตามไม่ทันแล้ว เค้าไปสนุกกับลานหิมะข้างหน้ากันแล้ว เรายังสาวราวบันไดอยู่

 

     
     

     
               

          ระหว่างพักเหนื่อย ก็ถ่ายรูปไปเรื่อย แต่อากาศชื้น ประกอบกับหิมะเริ่มตก เลยต้องระมัดระวังกล้องพอสมควร

 

     
     

     
       

          ท้องฟ้าที่กำลังปลอดโปร่งอยู่ อยู่ๆก็มีลมหอบเอาหิมะมา   รู้สึกดีใจมาก ที่มาไม่เสียโอกาส ได้สัมผัสขณะหิมะโปรยปราย แต่มันหนาวจับขั้วหัวใจเชียวแหละ เครื่องป้องกันก็ไม่มีอะไรมาก ผิดกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆที่เค้าเช่าชุดกันหนาว ชุดคลุมกันเต็มที่ รองเท้า ถุงมือธรรมดาๆ นั้นไม่สามารถกันได้เลย หลายคนที่เคยไปเรียนต่างประเทศ อยู่ในเมืองที่หิมะปกคลุม คงได้รับรู้ถึงความหนาวเย็นนี้ดีกันแล้ว

 

     
     

     
       

          เคยอ่านบทความว่า โลชั่นต่างๆที่ใช้ในเมืองไทยนั้น หมดสิทธิ์ที่จะมาทาป้องกันผิวที่จะโดนความหนาวเย็นแผดเผาได้ เค้าแนะนำไว้ว่า ให้เตรียม oil สำหรับทาป้องกันไว้ เพราะโดนหิมะเผานั้นมันรุนแรงกว่าโดนแดดเผา อีกอย่าง คนเป็นโรคหัวใจ เตรียมซื้อออกซิเจนกระป๋องติดตัวไปด้วย เพราะอากาสข้างบนบางมาก ถ้าหายใจไม่ทัน ได้หัวใจวายกันบ้างละ

 

     
     

     
       

          เก็บภาพไปเรื่อยๆ ส่วนอาจารย์ท่านเดินจนเกือบรอบแล้ว

 

     
             
     

     
       

       ตรงนี้เป็นลานกว้าง สามารถลงไปลุยได้

 

     
     

     
       

          ก่อนอำลาหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน ก็ เก็บอีก 1 ภาพ

 

     
     

     
       

           เย็นวันที่ 16 พค. กลับจากมาจากชมหิมะ ยังไม่มืด ยังมีเวลา  ก็เลยต่อไปเที่ยวยังเมืองเก่า ของตงเจี้ยน ที่นี่มีอะไรๆที่น่าสนใจและสวยงามดีนัก ทั้งการแสดง  ตลาดเก่า ระฆังใหญ่... อย่าช้า ...มา ไปลุยกันเต่อเลย   อึดเสียอย่าง.

ติดตามตอนต่อไป....