บทที่ 2 เมืองแสนล่า คุนหมิง

     
             
     

     
        

          บทที่2  เมืองแสนล่า- คุนหมิง - เขาซีซาน ประตูมังกร

         จากบทที่แล้ว....หลังจากที่พวกเราผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ด่านจีนได้แล้ว เมืองแรกที่ได้เจอคือ บ่อหาร เป็นอำเภอเล็กๆอยู่ติดชายแดน จากบ่อหาร ต้องนั่งรถเข้าไปในตัวเมืองเหม่งหลา หรือเมืองแสนล่าที่คนไทยเรียกกัน ระยะทางประมาณ 40 กม. กว่าจะมาถึงด่านจีนก็เย็นแล้ว ด่านเกือบจะปิดอยู่แล้ว  พอผ่านด่านได้ก็หารถเพื่อเข้าเมืองทันที โปรแกรมไม่มีอยู่ในหัว ถ้ามืดที่ไหนก็นอนที่นั่น  พร้อมเสร็จสรรพ ก็พากันนั่งรถเมล์เป็นรถเมล์เล็กจากชายแดนเพื่อเข้าเมืองล่า ค่ารถไม่แน่ใจ น่าจะคนละ 5-6 หยวน ก็ประมาณ 25-30 บาท รูปข้างบนนี้เป็นแปลงเพาะกล้าที่เห็นได้ตามริมถนน  สันนิษฐานว่าเป็นแปลงเพาะกล้าหน่อกล้วย ที่เมืองล่า - คุนหมิงนี้ ปลูกกล้วยเยอะมาก

 

     
     

     
               

         ถนนในประเทศจีนช่วง เมืองล่า -คุนหมิง ช่วงนี้ เป็นทางด่วน ช่วงที่เป็นหุบเขาก็จะสร้างสะพานสูงลิบข้ามหุบเขา ส่วนช่วงที่ต้องผ่านภูเขาเขาจะเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา อุโมงค์เหล่านี้ มีนับจำนวนเป็นร้อยๆ เฉพาะที่นั่งรถจากเมืองล่า ไป คุนหมิง มีไม่น้อยกว่า 30-40 อุโมงค์ มีทั้งอุโมงค์สั้นๆ ที่ยาว 3-4 กม.ก็มี   ถนนในเมืองจีน เรียบมาก ทั้งที่รถวิ่งก็ไม่น้อย รถบรรทุก ก็เยอะ หรือว่ามาตรฐานการก่อสร้างมันแน่นอนกว่าในเมืองไทย

        

     
     

   

     
       

         ออกจากเมืองล่า เพื่อไปยัง คุนหมิง ระยะทางประมาณ 600 กม. เป็นรถนอน ราคาตั๋วรถ ประมาณ 220 หยวน 1100 บาท อย่าคิดว่ารถดีนะ ราคาแบบนี้ ระยะทางแค่นี้ เป็นรถทัวร์บ้านเรานี่ระดับ วีไอ พี แถวละ 3 ที่นั่ง มีมอนิเตอร์ส่วนตัวดูหนังฟังเพลงได้ แต่ ที่นี่ เป็นรถนอน ผ้าห่มเหม็นมาก สงสัยไม่เคยซัก แต่หนาวๆห่มไปสักพัก ก็หายเหม็นไปเอง

 

     
     

     
       

         ระยะทาง 600 กม. คนขับใช้เวลาขับกว่า 13 ชั่วโมง ออกจากเมืองล่า ทุ่มครึ่งของวันที่14 ถึงคุนหมิง เช้าวันที่ 15 ประมาณ 8โมงครึ่ง  เหตุที่ช้าเพราะ คนขับมันขับไปได้สักครึ่งทางก็จอดนอน 2 ชั่วโมง รถที่วิ่งระยะทางไกลแบบนี้ คนขับจะจอดนอน 2 ชั่วโมงทุกคัน ระหว่างทาง เจอด่านทหาร มันขึ้นมาตรวจของ ดูพาสปอร์ต เสร็จแล้วตอนแรกนึกว่าจะไปได้แล้ว ที่ไหนได้ มันเรียกให้คนบนรถทั้งหมดลงมา พร้อมเอาสัมภาระทั้งหมดลงมาด้วย ตรวจกระเป๋าค้นกระเป๋า แต่พวกเราไม่โดนค้น มาทราบทีหลังจากมิสเตอร์จืด บอกว่า ที่เมืองจีนมีการลักลอบขนยาเสพติดเยอะ มากกว่าเมืองไทยซะด้วยซ้ำ เสียเวลาอยู่พักใหญ่ ไม่เจออะไร ทั้งหมดก็ขึ้นรถ เดินทางต่อ 13 ชั่วโมง จึงบรรลุถึงเมืองคุนหมิง

 

     
     

     
       

          ถึงแล้ว คุนหมิง เช้าวันที่ 15 ก็ใช้ห้องน้ำที่สถานีรถ ล้างหน้าแปรงฟัน น้ำไม่ต้องอาบ  แต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะอากาศเย็นสบายๆไม่มีเหงื่อซึมออกมา ห้องน้ำที่สถานีรถนี้ถึงจะดูทันสมัย แต่ก็ไม่ค่อยสะอาดนัก  หลังจากเสร็จภาระกิจล้างหน้าปรงฟันแล้วออกมาเดินเกร่ๆ  แต่.....แต่ว่า...ก่อนอื่น ต้องหาอะไรใส่ท้องกันก่อน

 

     
     

     
     

 

           นี่เป็นสถานีขนส่ง ที่คุนหมิง .........ในเมืองคุนหมิง มีประชากรประมาณ3.7 ล้านคน แต่มีสถานีขนส่ง ถึง 5 สถานี จะไปเหนือก็ต้องไปขึ้นรถที่นึง จะไปตะวันออก ก้ไปขึ้นรถอีกที่นึง คุนหมิง เป็นเมืองที่กำลังเติบโตแบบรวดเร็ว ดูจากภายนอกทั่วไป ตึกอารามสูงๆ กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ สาธารณูปโภค  รถไฟใต้ดินวันที่มาถึงนี้ ยังไม่เปิดทำการ แต่วันกลับขาล่อง รถไฟฟ้าเปิดทำการแล้วเป็นวันแรก แล้วก็เป็นพวกเราที่มีโอกาสก็ประเดิมเที่ยวปฐมฤกษ์เสียเลยในวันกลับขาล่องนั้น

 

     
     

     
     

         

          กองทัพเดินด้วยท้อง....มาถึงคุนหมิงเป็นเวลาอาหารเช้าพอดี เดินๆ ๆ ๆ หาร้านอาหาร เหลือบไปเห็นอันนี้ ขายอยู่หน้าสถานีขนส่ง เหมือนเป็นขนมปังเอามาปิ้ง  ....ผ่านไป...

 

     
             
     

     
       

          เดินถัดมาหน่อย เห็นมันเผา ปิ้งขายอยู่ อยากลองดูเหมือนกันว่า มันเทศจีนเค้าว่ากันว่าหวาน แต่ก็ถ่ายรูปเสร็จ แล้วก็ .....ผ่านไป.....

          

     
     

     
       

          อ๊ะ....อันนี้เหลืองอร่าม หอมฉุย ดมกลิ่นดูเหมือนเป็นมันเทศบด เผา  ...แวะถามดู แต่คุยกันไม่รู้เรื่องว่าเป็นอะไร ...ถ่ายรูปเสร็จ ก็ ...ผ่านไป...

 

     
     

     
       

          นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของสถานีขนส่งคุนหมิง เป็นสถานีรถ ที่น่าจะใหญ่ที่สุดในเมืองคุนหมิง

 

     
     

     
       

          เดินมาเรื่อย ออกมาจากสถานีขนส่ง ตรงกันข้ามเยื้องมานิดๆ เห็นห้าง "โลสุวรรณ" ตั้งตระหง่านอยู่ ห้างนี้ มี 4 ชั้นแต่ละชั้น มีพื้นที่เป็นร้อยๆไร่ แบ่งเป็นโซน A-Z แบ่งขายสินค้าเป็นประเภทๆ เดิน ทั้งวันยังไม่หมด สินค้ามีเกือบทุกชนิด เวลาซื้อ ต่อราคาให้สุดๆไปเลย ราคาป้าย 300 หยวน ต่อเหลือ100หยวน ยังอาจจะได้ แต่วันนี้ได้แต่ดู ข้างนอกก่อน .....ฮึ่ม ฝากไว้ก่อน ....เดี๋ยววันกลับจะไปสำรวจ

 

     
     

     
       

         สุดท้าย มาหยุดอยู่ที่นี่  ตรงกันข้ามกับห้างโลสุวรรณ  ร้านอาหารทุกร้านในเมืองจีนนี้ พอนั่งปุ๊บ สิ่งแรกที่นำมาเสริฟคือน้ำชาร้อนๆ ส่วนบะหมี่จะปรุงใส่น้ำซุป แล้วอุ่นให้ร้อนจัด จึงนำมาเสริฟ  คงเป็นเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น

 

     
     

     
       

         มีอาหารใส่ถาดแบบข้าวแกงบ้านเราขายด้วย

 

     
     

     
       

          ร้านอยู่แถบนี้แหละ   มาถึงใหม่ๆ ยังไม่ระวังตัว สั่งบะหมี่ +กับข้าว ข้าว มา ตอนคิดเงิน มันคิดแพงมาก ผัดผักธรรมดาๆ จานละ 100 บาท อาหารมื้อเช้าวันนี้ 8ชีวิต ตกไปพันกว่าบาท มิสเตอร์จืด บ่นอุบ "แพงจริงๆ มีแต่ผักไม่มีเนื้อนะเนี่ย ถ้าสั่งพวกเนื้อมากินด้วยคง แพงหูฉี่"

 

     
     

     
       

         จัดการอาหารเช้าเรียบร้อย  ก็หาแท็กซี่ เพื่อไปยังสถานีขนส่งอีกแห่งหนึ่งที่อยู่คนละฟากของเมือง

 

     
     

     
       

         แท็กซี่ วิ่งบนทางด่วน ประมาณสัก 20 นาที ก็มาถึงสถานีขนส่งที่จะไปแชงกรีล่า  ไกด์จำเป็น ไปติดต่อตั๋วรถเพื่อไปเมืองแชงกรีล่าเลย ได้ตั๋วรถนอนออกเวลา 1 ทุ่มครึ่ง ราคาตั๋ว 240 หยวน 1200 บาท ระยะทาง คุนหมิง-แชงกรีล่า 700 กม.กว่าๆ ....อ๊ะ.......มีเวลาช่วงกลางวันกว่า 10 ชั่วโมง วางแผนเที่ยวในเมืองคุนหมิงกันก่อนดีกว่า

 

     
     

     
       

          เอาของสัมภาระ ฝากที่สถานีขนส่ง เจ้าหน้าที่มันถาม มีโน๊ตบุ๊คมั้ย ถ้ามี ให้เอาติดตัวไป เออ...มันก็ดีแฮะ ยังแนะนำเราบ้าง ฝากของเสร็จก็เดินออกมาเรียกแท็กซี่  ไอ้คนเรียกแท็กซี่ ก็เรียกไป  ไอ้คนถ่าย(รูป)ก็ถ่ายไป  เลยได้รูปมาอีก

 

     
     

     
       

         ตกลงกันว่า วันนี้ช่วงเวลากลางวันที่ว่าง เราจะไปเที่ยวเขาซีซาน ประตูมังกรกัน

         นี่เป็นข้อมูลประตูมังกร ที่เขาซีซาน

ประตูมังกร เขาซีซาน
       ตั้งห่างจากตัวเมือง 29 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของวัดในลัทธิเต๋า สร้างในช่วง ค.ศ.1718-1843 ผ่านอุโมงค์หินที่สกัดไว้ตามไหล่เขา พร้อมชมศาลเจ้าและวัดจีนลัทธิเต๋า ซึ่งสร้างขึ้น ด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับ 1,000 ปี ชมความงดงามของ ทะเลสาบคุนหมิง เตือนฉือ จากมุมมองจากที่สูง มาลอดประตูมังกร หลงเหมิน ซึ่งสร้าง ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เชื่อกันว่าเป็น ประตูแห่งความสิริมงคล ซึ่งถ้าผู้ใดได้เดินลอดผ่านประตูแห่งนี้ จะประสบแต่ความสำเร็จโชคดี ประตูแห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมหน้าผา

        คนจีนกล่าวไว้ว่ามาถึงคุนหมิงจะต้องไปลอดประตูมังกร เมื่อลอดแล้วฐานะจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยเท่า และคนจีนตั้งแต่โบราณจะเรียนแบบปลาเพราะมีตำนานเรื่องเล่ากันมาว่า ในสมัย ก่อนแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดคือแม่น้ำเหลืองจะมีปลาหลีหือซึ่งเป็นปลาประจำชาติของจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ครั้งหนึ่งเกิดน้ำท่วมทำให้ปลาไหลไปอยู่ตามแม่น้ำสายอื่น เมื่อปลาไปอยู่แม่น้ำ อื่นปลาไม่ชินกับคุณภาพน้ำจึงมีความพยายามว่ายทวนน้ำเพื่อกลับไปอยู่ในแม่น้ำเหลือง ของปลา ท่านเลยสั่งให้ไปสร้างประตูตรงแม่น้ำเหลือง ถ้าปลาตัวไหนกระโดดข้ามประตูได้ ท่านก็ จะให้เป็นมังกร ถ้าปลาตัวไหนกระโดดข้ามไม่ได้ ก็ต้องไปอยู่ในแม่น้ำเหลือง ปลาก็เลยมีความพยายามไปกระโดดข้ามประตูเพื่อเป็นมังกร เลื่อนจากปลาเป็นมังกรถือว่าฐานะของปลาเพิ่มขึ้น เป็นร้อยเท่า คนจีนจึงเลียนแบบปลา เมื่อมีความพยายามในการศึกษาก็จะได้เป็นจอหงวน เมื่อเป็นจอหงวนฐานะก็จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ดังนั้นประตูมังกรเหมือนเป็นการสอนคนจีนมา โดยตลอด คือเมื่อเรามีความพยายามก็จะประสบความสำเร็จ….และ ในการจะลอดประตูมังกรได้นั้นพวกเราจึงต้องพิชิตเขาซีซานให้ได้ก่อน โดยการเดินขึ้นบันไดนิดหน่อยแค่ 300 กว่าขั้น เท่านั้นระหว่างทางบันได300 กว่าขั้นพิชิตเขาซีซานมีจุดพักและศาลเจ้าอยู่เป็นระยะๆ

          http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000026322

 

     
     

     
       

         ถึงแล้วเขาซีซาน  เดาได้เลยว่า เสียเงินอีกแล้วตรู  จริงๆด้วย เราต้องซื้อตั๋ว ต่อรถ ขึ้นไปข้างบนเพื่อไปขึ้นกระเช้าอีกที เฮ้อ....สถานที่เที่ยวในเมืองจีนนี่ เก็บเงินทั้งนั้น แพงซะด้วยสิ    ...... แต่ไหนๆก็มาแล้ว เอาก็เอา

 

     
     

     
       

          บริเวณหน้าออฟฟิซ

 

     
     

     
       

          เป็นธรรมเนียม ต้องมีสินค้าที่ระลึกขาย ถ้าเป็นบ้านเรา ก็ต้องมี ร้านกาแฟสดควบไปด้วย  เผลอๆข้างๆออฟฟิซอาจมีรีสอร์ท โฮมสเตย์  และแน่นอน ที่ขาดไม่ได้ คือ 7-11 "รับขนมมจีบเพิ่มมั้ยค๊ะ"

 

     
             
     

 

     
              

          ร้านขายของที่ระลึก พยายามนึกเอาเองว่าเป็น 7-11

 

     
     

     
       

         มิสเตอร์จืด จัดการซื้อตั๋ว ขึ้นกระเช้าไฟฟ้า เพื่อขึ้นยอดเขา ทางเดินขึ้นบนเขาก็เห็นมีอยู่   ถามว่า "ท่านทำไมไม่เดินขึ้นไปอ่ะ"     ตอบว่า "ลุงไม่ไหวแล้วว่ะ"

 

     
     

     
       

         กระเช้าไฟฟ้า มันเป็นแบบนี้แหละ คนเป็นโรคกลัวความสูงก็ทำใจเอาหน่อย ตอนนั่ง มันจะมีเหล็กมาครอบข้างหน้าอีกที แต่ก็ยังหวาดเสียวอยู่ดี  วิธีพิชิตความกลัวคืออย่าไปมองข้างล่างสิ

 

     
     

 

     
       

          โน่นแหละ สุดลูกตา นั่งหวิวๆกันตลอดทาง

 

     
     

     
       

          ขึ้นมาถึงเกือบยอดเขา กระเช้ามาสุดที่นี่ เพลพอดี หาอะไรรองท้องก่อนดีกว่า เห็นมีร้านค้าอยู่ร้านเดียว มีน้ำสสารพัดแช่ตู้เย็นอยู่ ส่วนของกินรองท้องเห็นมีพวกของทอดๆอยู่ นึกถึงบ้านเราทันที กันดารแค่ไหน เซเว่นก็ไม่ย่อท้อ จะไปตั้งที่นั่น

 

     
     

     
       

          พวกทอดๆ ปิ้งๆ  พวกนี้แหละ สั่งลูกเต๋าที่ทอดๆมา แล้วก็ ไส้กรอก ข้าวโพดต้ม  ลูกเต๋าที่ทอดนั้นเป็นเหมือนมันอะไรสักอย่างเอามาทอด มีน้ำจิ้มมาให้  ........ก็....พอประทังหิวได้บ้าง

 

     
     

     
             
       

         นี่แหละ เหมือนมันอะไรซักอย่าง เอามาทอด

 

     
     

     
               

          พบไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น

          จัดการอาหารเสร็จ เดินไปหาห้องน้ำ อ๊ะ....มีป้ายชี้ไปอยู่ WC  เดินไปเรื่อยๆตามทางถึงแล้ว แหะ แหะ เป็นส้วมแบบเก่า ไม่มีประตู เป็นยังไงลองไปเสริชหาดูในกูเกิ้ล ไม่อยากเอามาลง มันอุจจาจมาก....  แล้วก็เดินชมวิวขึ้นเขาไปอีก ทางเดินจะเป็นทางเลียบเหวไปเรื่อยๆ  วิวสวยงามมากจริงๆ แต่....แต่....บุญมีแต่กรรมมาบัง ให้ตายสิ แบตเตอร์รี่ขึ้นเตือน สีแดงๆ เหมือนจะบอกเราว่า " แบตหมดแล้วครับพี่ แบตหมดแล้วครับพี่ "

          พบไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น  นึกถึงภาษิตนี้ขึ้นมาทันที ....

 

     
     

     
       

          ตอนนี้เลยต้อง save แบต อย่างสุดเหวี่ยง กดแชะ กดแชะ แบบเดิมไม่ได้ซะแล้ว มองไปสุดตา ทะเลสาบ และเมืองคุนหมิง ท้าสายตาอยู่ ขอซักรูป

 

     
     

     
             
          

          เอ ต้องกันเสียอีกซักรูป

 

     
     

     
       

          ตรงนี้รึเปล่า ที่เรียกว่าประตูมังกร

 

     
                    
       

          มีส่วนเทอเรซ ให้พักหน่อยนึง

         

     
           
       

          นี่ตอนขาลงจากเขาซีซาน ลงด้วยกระเช้าไฟฟ้าแบบนี้ เอ้อ...เสียเงินอีกนะครับ ...เป้าหมายคือแผ่นดินตรงมุมซ้ายบนของภาพ ที่เห็นอยู่ลิบๆ นั่นแหละ

 

     
     

     
       

        ช่างภาพมีกล้องแต่แบ็ตเตอร์รี่หมด ก็เหมือนขุนศึกไร้ทวน

        โน่นแหละ กระเช้าไฟฟ้า แล่นข้ามทะเลสาบ ไปลงที่โน้นแหละ แต่อันนี้ไม่ค่อยหวาดเสียวเหมือนขาขึ้น เพราะเป็นกระเช้าไฟฟ้าแบบตู้ ไม่โหวงเหวงแบบขาขึ้น  .....ถึงตอนนี้ แบตเตอร์รี่หมดพอดี .....

          กลับไปถึงสถานีรถขนส่ง เพื่อรอรถไปยังแชงกรีล่า ยังมีเวลาสัก 3 ชั่วโมง เห็นที่สถานีร้านค้า รับชาร์ตแบตเตอร์รี่อยู่ ไม่รอช้า  เอาไปชาร์ตทันที ค่าชาร์ต ชั่วโมงละ 10 หยวน 50 บาท ชาร์ต 2 ชั่วโมง 100 บาท ทั้งโขลกทั้งสับ แต่ก็ต้องจำใจ เพราะพรุ่งนี้จะไปหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน ที่เมืองแชงกรีล่า    มีกล้องไม่มีแบ็ตเตอร์รี่    ก็เหมือนขุนศึกไร้ทวน.....ยอมให้มันโขก เอาก็เอา จัดการชาร์ตไป 2 ชั่วโมง เกือบเต็มประจุ เย็นใจขึ้นมาหน่อย

          นั่งรอ ๆ ๆ ๆ ทุ่มครึ่ง ได้เวลา เดินทางอีกแล้วเรา ....