![]() |
|||||||
| Episode 3
|
|||||||
|
|
|||||||
| ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร เพราะติดปัญหาเรื่องเอกสารที่ด่านอินเดีย-เนปาล กว่าจะถึงวัดเกาหลีในเมืองลุมพินี ก็ปาเข้าไป 23.30 น. ระยะทาง ประมาณ 230 กม.ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 13.30น. ถึง23.30น. รวม 10 ชั่วโมง หวานเย็นครับ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ดอกพู่จอมพล ล่วงหล่นที่ลานวัดเกาหลีในเมืองลุมพินี เนปาล
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เช้ารุ่งขึ้น 1 มีนาคม 2557 จากวัดเราต้องเดินด้วยเท้าเพื่อไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งที่3 คือลุมพินีอันเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากใครไม่อยากเดิน ก็มีรถม้าโดยสารนำไป ค่าโดยสารไม่ทราบว่าเท่าไร คงจะประมาณ 100-200 บาท ระยะทางประมาณ 2 กม.เศษๆ เดินชมวิวไปเรื่อยๆเก็บภาพไปด้วย อากาศยามเช้าเย็นสบายๆ เดินสักพักก็ถึง ทางเข้า มีปางประสูติ ลิตเติ้ลบุดดา อยู่ เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่นานมานี้เอง
|
|||||||
|
|
|||||||
|
สักการะบูชา
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เดินมาเรื่อยๆชมวิถีชีวิตชาวเนปาล เห็นได้ชัดว่า ที่นี่ชาวเนปาลมาเที่ยวสักการะกันมาก เด็กหนุ่มๆสาวๆ วัยรุ่น แต่งตัวดูดีกว่า 3-4 เมืองที่ผ่านมา บ้านเมืองในเนปาลก็ดูเจริญกว่าที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้เป็นการเห็นเฉพาะบางแง่มุมบางเมือง ในส่วนที่เจริญของอินเดียก็มีอยู่มากมาย เช่น นิวเดลลี มุมไบ ซึ่งเมืองเหล่านี้เราไม่ได้ไปสัมผัสมา
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ลุมพินีวัน
เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ
เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา
แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4
ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ลุมพินีวัน
เดิมเป็นสวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน
ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ
ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ประสูติ
เรียกว่า เสาอโศก
ที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้
|
|||||||
|
สมควรแก่เวลา ก็เดินทางจากลุมพินี เนปาล เพื่อกลับสู่อินเดียอีกครั้ง ค่ำคืนนี้เราพักกันที่วัดธิเบต เพื่อเดินทางสู่สังเวชนียสถานสุดท้าย ที่ 4 คือสถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่พักจัดว่าดีกว่าวัดเกาหลีพอสมควร
|
|||||||
|
|
|||||||
| เช้าวันที่ 2 มีนาคม 2557 เข้านมัสการสังเวชนียสถานที่สุดท้ายคือ ที่ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน ที่นี่มีต้นสาละปลูกไว้เป็นอนุสรณ์ เข้านมัสการปรินิพพานสถูป อันเป็นสถานที่พุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ซึ่งในเวลาต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชทรงให้สร้างสถูปรูปทรงกลมไว้ ที่นี่นั่งทำวัตรเช้า และไม่ลืมที่จะทำประทักษิณา3รอบ
|
|||||||
|
|
|||||||
| จากนั้นคณะญาติธรรมนำผ้าคลุมห่มที่ปักอย่างดีนำมาจากเมืองไทย ทำการเปลี่ยนผ้าผืนเดิมเสีย
|
|||||||
|
|
|||||||
|
|
@ กวีกราน บทกลอน เตือนตนไว้ ชีวิตใช่ ยั่งยืน ทุกสถาน ท้ายที่สุด ก็ดับลง สิ้นลมปราณ ชีวิตใช่ ยืนนาน ตลอดไป ฯ @:- \\\\ ปลงมรณา ///// -:@
|
||||||
|
|
|||||||
|
|
|||||||
| แห่ผ้าคลุม 3 รอบ ก่อนนำเข้าเปลี่ยน
|
|||||||
|
|
|||||||
| จากสถานที่ดับขันธ์ปรินิพพานมาไม่ถึง 1 กม. ก็ถึง มกุฏพันธนเจดีย์ ที่นี่หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 7 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานได้พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา แห่งนี้ วันนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีบูชา ประวัติ พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม
ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ในเมืองกุสินาราตลอด ๗
วันอัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง
ทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด
จากนั้นพยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ
พระอนุรุทธะ พระเถระ แจ้งว่า "เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ
และภิกษุหมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน
ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ
และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี
|
|||||||
|
|
|||||||
| อีกมุมหนึ่ง
|
|||||||
|
|
|||||||
| ทำประทักษิณา 3 รอบ ที่มกุฏพันธนเจดีย์
|
|||||||
|
|
|||||||
| จากมกุฏพันธนเจดีย์ คณะเราเข้าเยี่ยมชมวัดไทยกุสินารา เป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่ง
|
|||||||
|
|
|||||||
| ถ้ามาในช่วงดอกไม้กำลังผลิบาน จะได้ยลความงดงามแปลงดอกไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกหน้าโบสถ์
|
|||||||
|
|
|||||||
| ได้เวลาสมควร ก็เดินทางต่อ คืนนี้จะเดินทางเข้าเมืองเวสาลี
|
|||||||
|
|
|||||||
|
นึกว่าจะมีแต่เมืองไทย ที่ไหนได้ อินเดียก็มีม็อบเหมือนกัน โชคดีที่เขาไปเดินอีกฝั่งของถนน ทำให้ฝั่งเรารถไม่ติด
|
|||||||
|
|
|||||||
|
สภาพถนน ข้างบนถนนสภาพดี แต่พี่หวานเย็นไม่ขึ้นไปขับ พี่แกขับถนนเลนล่างซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง บางหลุมลึก ครึ่งฟุต เหตุนี้เองที่ทำให้การเดินทางระยะใกล้ๆบางครั้งก็ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง
|
|||||||
|
|
|||||||
|
|
|||||||
|
พระสถูปปาวาลเจดีย์ |
|||||||
|
|
|||||||
|
พระสถูปปาวาลเจดีย์ เป็น สถานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงอายุสังขารเป็นครั้งสุดท้าย ต่อจากนั้นอีก 3 เดือน จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่กุสินารา ปัจจุบันปาวาลเจดีย์เหลือแต่ซากตอของเจดีย์ที่ทำด้วยหินแข็งมีสีเทา ซึ่งทางการญี่ปุ่นได้สร้างซุ้มมุงด้วยหลังคาสังกะสีเป็นทรงกลมทาสีขาวและมี รั้วเหล็กกั้นให้โดยรอบ เกี่ยวกับการปลงพระชนมายุสังขาร หรือ การปลงอายุสังขาร ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีขึ้นในวันมาฆบูชา ณ กูฏคารศาลา ป่ามหาวัน เมื่อทรงมีพระชมมายุได้ 80 พระชันษา ณ เวลานั้น ทรงได้ตรัสรู้และเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนมานานถึง 45 ปีแล้ว ทรงตั้งพระทัยว่า "นับแต่นี้ต่อไปอีกสามเดือน ตถาคตจักดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง การปลงอายุสังขารนี้มีขึ้น ณ ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ แขวงเมืองไพศาลี (ไวสาลีปัจจุบัน) หลังจากที่ทรงทำโอภาสนิมิตแก่พระอานนท์ถึงสามครั้งว่า "อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปหนึ่ง หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้" โอภาสนิมิตนี้ หมายถึงบอกใบ้ว่าพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน หากพระอานนท์กราบทูลขอให้อยู่ต่อ และทรงรับก็ทรงสามารถดำรงพระชนม์ชีพต่อไปได้อีก แต่พระอานนท์ไม่รู้เท่าทันพญามาร เมื่อพญามารมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วกราบทูลขอให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าจึงทรงรับคำขอนั้นของพญามาร หลังจากที่ทรงปลงอายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พระอานนท์จึงทราบว่าพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว จึงรีบมาทูลอ้อนวอนให้พระองค์ดำรงอยู่ต่อไปอีก แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้เพราะล่วงเลยกาลเสียแล้ว
|
|||||||
|
|
|||||||
|
วัดญี่ปุ่น
โรงเรียนที่หน้าวัดญี่ปุ่น เด็กๆมาเล่นน้ำ ทั่วทุกที่ที่ไป จะเห็นบ่อน้ำบาดาลสาธารณะอยู่ทั่วไป
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เด็กๆ บอกให้แอ็คชั่น ก็ได้ทันที
|
|||||||
|
|
|||||||
|
กูฏาคารศาลาป่าสาลวัน สถานที่นี้เป็นที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาที่ ๑๕ และพรรษาสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน เมื่อพรรษาที่ ๑๕ มีเหตุการณ์สำคัญคือ บวชพระภิกษุณีให้พระน้านางปชาบดี พระนางยโสธราบวชเป็นพระภิกษุณีบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระนางรูปนันทา (พระธิดาพระน้างนางปชาบดี)ออกบวชำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติกาลเข้าพรรษา
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ที่นี่มีเสาหินพระเจ้าอโศกค่อนข้างสมบูรณ์ หัวเสามีรูปสิงห์ หันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่งว่าทอดอาลัยตามเสด็จพระพุทธองค์ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา
|
|||||||
|
|
|||||||
| เดินชมความงาม
|
|||||||
|
|
|||||||
| เสาอโศกเห็นอยู่ลิบๆ
|
|||||||
|
|
|||||||
| เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เป็นเด็กนักเรียนมัธยมไฮสคูล มาทัศนศึกษากัน
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ที่นี่มีเสาหินพระเจ้าอโศกค่อนข้างสมบูรณ์ หัวเสามีรูปสิงห์ หันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่งว่าทอดอาลัยตามเสด็จพระพุทธองค์ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เที่ยวชมจนหนำใจ ภาคบ่ายเป็นการเดินทางต่อ จากเมือง เวสาลี เป้าหมายต่อไปคือเมืองราชคฤห์ ระหว่างทาง พักเข้าห้องน้ำที่ปั้ม เนื่องจากมีเวลาเหลือเฟือเพราะห้องน้ำมีเพียงห้องเดียว แต่คนรอเข้า ประมาณ 30 คน จึงมีเวลาเดินออกมานอกปั๊มน้ำมัน ข้างๆเห็นแขกนายนี้กำลังกรีดน้ำตาลจากต้นอินทผาลัม เข้าใช้วิธีการกรีดเหมือนกรีดยางแต่กรีดลึกกว่า แล้วเอาที่รองน้ำตาลเป็นหม้อดินใบใหญ่ไปรองรับน้ำตาลจากต้นอินทผาลัม เลยขอโอกาสแขกถ่ายรูปมา แขกส่ายหัว ตอนแรกนึกว่ามันไม่ให้ถ่าย แต่พอนึกได้ว่า ถ้าแขกส่ายหัว แสดงว่า OK ก็เลยกดภาพมาฝากซะ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เดินกลับเข้ามาปั๊ม คิวเข้าห้องน้ำยังยาวอยู่ เดินเกร่ไปเกร่มา เห็นรถวิ่งเข้ามาเติมน้ำมัน เคยเห็นภาพแขกนั่งรถไฟ รถโดยสารในเว็บนึกว่าเค้าแอ็คชั่นถ่ายรูปมา ที่ไหนได้วันนี้ได้เห็นประจักษ์กับสายตาจริงๆว่า เรื่องจริงทั้งนั้น นี่ยังจิ๊บๆ ที่เบียดกันมากกว่านี้ยังมีอีก มีให้เห็นตลอดทาง โดยเฉพาะตอนเช้าเริ่มงาน และตอนเย็นเลิกงาน การเดินทางจากเวสาลีเข้าเมืองราชคฤห์นั้นต้องผ่านเมืองปัตนะ อันเป็นเมืองหลวงของรัฐอุตรประเทศ เมืองนี้อดีตกาลคือเมืองปาฏลีบุตรเมืองหลวงของแค้วนมคธนั่นเอง ถึงเมืองราชคฤห์เวลา 1 ทุ่ม นับเป็นเวลาที่ถึงที่พักเร็วที่สุดจาก 4-5 วันที่ผ่านมา วันนี้เราเข้าพักที่วัดไทยราชคฤห์ เจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี สถานที่-อาหารรับรองดีมาก
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เช้าวันที่ 4 มีนาคม เริ่มคิดถึงวัดแล้วเพราะเป้าหมายสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ได้นมัสการครบถ้วนหมดแล้ว โปรแกรมที่เหลือจึงถือเป็นกำไรที่จะเก็บเกี่ยวเอา ไหนๆก็ทนนั่งเครื่องมาแล้ว ปกติไม่จำเป็นจริงๆจะไม่ขึ้นเครื่องบินเด็ดขาด มาแล้วก็เก็บเกี่ยวให้หมด วันนี้มีโอกาสได้ลิ้มชิมขนมขาชา ขนมที่ขึ้นชื่อลือชาในเมืองราชคฤห์ และนี่เองเป็นเหตุให้ท้องไส้ปั่นป่วนใน สองวันสุดท้ายของการเดินทาง จนแทบไม่อยากลงไปเดินต่อเลย วันนี้หลังอาหารเช้าแล้ว ก็เดินทางเพื่อขึ้นเขาคิชฌกูฏ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ในคัมภีร์อภิธานวรรณามีวิเคราะห์ไว้ว่า คิชฺฌา สกุณวิเสสา อสฺส กูเฏ วสนฺติ คิชฺฌสทิสกูฏยุตฺตตาย วา คิชฺฌกูโฏ ฯ แปลว่า ภูเขาที่มีแร้งอยู่บนยอดหรือเพราะมียอดเหมือนแร้ง จึงชื่อว่า คิชฌกูฏะ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ระยะทางไม่ไกลมากนัก ไม่เท่ากับเขาคิชฌกูฏในเมืองไทย เดินคุยกันไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง แต่สำหรับคนแก่ ก็มีลูกหาบคอยบริการอยู่เหมือนกัน
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เดินขึ้นมาสัก 700 เมตร ก็มองเห็นยอดอยู่ลิบๆแล้ว
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ระหว่างทางมีส้ม มะขามป้อมขนาดใหญ่มาก และกะทกรก วางจำหน่ายอยู่สนนราคาไม่แพง
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ก่อนถึงยอดเขา จะมีหน้ามาอยู่ ที่หน้าผานี้เอง ในตำนานกล่าวว่าเป็นผาที่เทวทัตกลิ้งหินลงมาหวังเพื่อปลงพระชนม์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่หินที่กลิ้งลงมานั้นกลับแตก มีเพียงสะเก็ดหินเล็กน้อยเท่านั้นที่กระเด็นมาถูกพระบาทของพุทธองค์ เพียงแค่นี้เอง ทำให้เทวทัตทำอนันตริยกรรม ห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน
|
|||||||
|
|
|||||||
|
นี้เป็นกุฏิพระโมคคัลลานะ เข้าไปนมัสการบูชา ขอโชคขอลาภ ขอให้มีฤทธิ์มีเดชเช่นพระโมคคัลลานะ ฤทธิ์เดชในที่นี้ นอกจาก จะหมายถึง Power แล้วยังหมายรวมถึงสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงด้วย
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ถึงแล้ว ยอดเขาคิชกูฏ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ผม เป็น security ครับ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
มาเจอกับอีก1คณะ เลยถือโอกาสสวดมนต์ทำวัตร และร่วมสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ด้วยกัน
|
|||||||
|
|
|||||||
| ส่วนพุทธธิเบต มีเครื่องหมายคือธงชัยติดอยู่
|
|||||||
|
|
|||||||
| นักบวชชาวญี่ปุ่นคนนี้นั่งภาวนาเดี่ยว
|
|||||||
|
|
|||||||
| ภาพที่เห็นชินตา ทุกๆที่ที่ไป
|
|||||||
|
|
|||||||
|
|
|||||||
|
|
|||||||
|
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ถัดจากนั้นไปเยี่ยมชม ตโปทานนที บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีน้ำอุ่นไหลมาจากเวภาระบรรพต ชาวฮินดูเชื่อว่ารักษาโรคได้ มีการบ่งชนชั้นวรรณะกันอย่างเห็นได้ชัด ชั้นวรรณะสูงสุดอาบชั้นบน วรรณะต่ำลงมาอาบกันที่ชั้นต่ำลงมาตามลำดับ ชั้นจันฑาลนั้นจะอยู่ต่ำสุด เดินผ่านมาไม่ได้ไปดูเขา เราคิดเอาว่าเขาเกิดมาก็มีกรรมอยู่แล้วต้องมาอาบน้ำเศษๆจากที่คนอื่นอาบมาแล้ว แล้วยังมคนไปมุงดูอีก คงทำใจลำบาก ได้แต่เกิดความสมเพทและเวทนา จึงได้แต่เดินเลี่ยงๆมา ถึงชั้นนี้ เป็นวรรณะแพศย์ รู้สึกจะคึกคักที่สุด เพราะมีคนเยอะมาก
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ชั้นนี้เป็นชั้นสูงสุดของวรรณะกษัตริย์
|
|||||||
|
|
|||||||
|
กุฏิพระมหากัสสปะ อยู่บนยอดของตโปทาราม ถัดนี้ไปไม่ไกลนักคือถ้ำสัตตบรรณคูหา ที่เป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่ 1
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เจอแขกไฮโซมากับลูกสาว2คน ขอถ่ายรูปด้วย can I take a photo แขกบอก OK ไม่ชักช้า กดไป
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เด็กนักเรียน มาทัศนศึกษา
|
|||||||
|
|
|||||||
| ก่อนจากเมืองราชคฤห์เราก็ไม่ลืมที่จะทอดผ้าป่ากันที่วัดไทยราชคฤห์
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ได้เวลาก็เดินทางต่อเพื่อนมัสการหลวงพ่อองค์ดำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนาลันทา มีอายุกว่า1400ปี ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล เห็นญาติธรรมบางคนเอาผ้าชุบน้ำมันจากองค์หลวงพ่อแล้วบีบใส่ขวดเล็กๆ ได้ความว่านำไปรักษาสารพัดโรคชงัดดีนักแล
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ส่วนด้านหน้าก็มีหลวงพ่อองค์ดำ องค์จำลองที่แกะสลักจากหินดำ ให้เช่าบูชาอยู่มากมาย สนนราคาก็ไม่แพงนัก ใจอยากได้องค์ใหญ่หน้าตักกว้าง 1.5ฟุต แต่คำณวนดูแล้วคงไม่มีปัญญาขนกลับมาแน่ ทั้งหนักและใหญ่ โอกาสแตกหักเป็นไปได้สูง เลยได้แต่มอง แล้วเช่าบูชาองค์เล็กๆมา
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เดินทางต่อมาได้สักพักก็ถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาอันเลื่องชื่อ
|
|||||||
|
|
|||||||
|
นาลันทามีความสำคัญมาแต่ครั้งพุทธกาล
เห็นได้จากกรณีที่พระสารีบุตรบันลือสีหนาท
ประกาศความเลื่อมใสของตนในอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าว่า
|
|||||||
|
|
|||||||
|
ทางเดินไปสู่ภายในมหาวิทยาลัยนาลันทา
|
|||||||
|
|
|||||||
|
เริ่มเข้ามาในอาณาบริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทาแล้ว
|
|||||||
|
|
|||||||
|
มหาวิทยาลัยนาลันทานี้ นับเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
|
|||||||
|
|
|||||||
| และที่นี่ก็เป็นที่กำเนิดและนิพพานของอัครสาวก พระสารีบุตรด้วย
|
|||||||
|
|
|||||||
| ภายในกว้างขวางโอ่โถงมาก
|
|||||||
|
|
|||||||
| มีห้องโรงครัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงพระ ในสมัยเมื่อพันปีมาแล้วมีนักศึกษากว่าหนึ่งหมื่นรูป เจ้าหน้าที่กว่าพันห้าร้อย
|
|||||||