Episode 3

 

   
   

   
     

         ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร เพราะติดปัญหาเรื่องเอกสารที่ด่านอินเดีย-เนปาล กว่าจะถึงวัดเกาหลีในเมืองลุมพินี ก็ปาเข้าไป 23.30 น. ระยะทาง ประมาณ 230 กม.ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 13.30น. ถึง23.30น. รวม 10 ชั่วโมง หวานเย็นครับ

 

 

   
         
   

   
     

      ดอกพู่จอมพล ล่วงหล่นที่ลานวัดเกาหลีในเมืองลุมพินี เนปาล

 

 

   
   

   
   

 

     เช้ารุ่งขึ้น 1 มีนาคม 2557 จากวัดเราต้องเดินด้วยเท้าเพื่อไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งที่3 คือลุมพินีอันเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากใครไม่อยากเดิน ก็มีรถม้าโดยสารนำไป ค่าโดยสารไม่ทราบว่าเท่าไร คงจะประมาณ 100-200 บาท ระยะทางประมาณ 2 กม.เศษๆ เดินชมวิวไปเรื่อยๆเก็บภาพไปด้วย อากาศยามเช้าเย็นสบายๆ

       เดินสักพักก็ถึง ทางเข้า มีปางประสูติ ลิตเติ้ลบุดดา อยู่ เป็นเส้นทางที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่นานมานี้เอง

 

 

   
   

   
     

     สักการะบูชา

 

 

   
   

   
     

      เดินมาเรื่อยๆชมวิถีชีวิตชาวเนปาล เห็นได้ชัดว่า ที่นี่ชาวเนปาลมาเที่ยวสักการะกันมาก เด็กหนุ่มๆสาวๆ วัยรุ่น แต่งตัวดูดีกว่า 3-4 เมืองที่ผ่านมา บ้านเมืองในเนปาลก็ดูเจริญกว่าที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้เป็นการเห็นเฉพาะบางแง่มุมบางเมือง ในส่วนที่เจริญของอินเดียก็มีอยู่มากมาย เช่น นิวเดลลี มุมไบ ซึ่งเมืองเหล่านี้เราไม่ได้ไปสัมผัสมา

 

 

   
   

   
     

       ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

          ลุมพินีวัน เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ลุมพินีวัน เดิมเป็นสวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ประสูติ เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้

          ปัจจุบันลุมพินีวันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือเมืองโคราฆปุระ ห่างจากเมืองติเลาราโกต (หรือ นครกบิลพัสดุ์) ทางทิศตะวันออก 11 กิโลเมตร และห่างจากสิทธารถนคร (หรือ นครเทวทหะ) ทางทิศตะวันตก 11 กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามตำราพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่าลุมพินีวันสถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ ปัจจุบัน ลุมพินีวันมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัดพุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540
ในสมัยพุทธกาล ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะ และกรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป เป็นพระราชอุทยานลาดลุ่มร่มรื่นกึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของกษัตริย์และประชาชน สภาพของลุมพินีวันในสมัยนั้นอาจจะพิจารณาได้จากคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ได้พรรณนาเป็นภาษาบาลีไว้ว่า

         "ทวินฺนํ ปน นครานํ อนฺตเร อุภยนครวาสีนมฺปิ ลุมพินีวนํ นาม มงฺคลสาลวนํ อตฺถิ, ตสฺมึ สมเย มูลโต ปฏฺฐาย ยาว อคฺคสาขา สพฺพํ เอกปาลิผุลฺลํ อโหสิ สาขนฺตเรหิ เจว ปุปฺผนฺตเรหิ จ ปญฺจวณฺณา ภมรคณา นานปฺปการา จ สกุณสงฺฆา มธุรสฺสเรน วิกูชนฺตา สกลํ ลุมฺพินีวนํ จิตฺตลตาวนสทิสํ ฯเปฯ"

         แปลว่า: "ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้นจึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา (อันมีในดาวดึงสเทวโลก) ฉะนั้น ฯลฯ"


         หลังจากการประสูติของพระพุทธองค์แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด แม้พระพุทธเจ้าจะได้เสด็จมา ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ก็ประทับที่นิโครธารามที่พระประยูรญาติจัดถวายหาได้มาประทับหรือแสดงธรรม ณ ลุมพินีวันอีกไม่ เนื่องเพราะลุมพินีวันนั้นเป็นอุทยานไม่มีผู้คนอาศัยนั่นเอง

         ลุมพินีวันหลังพุทธปรินิพพาน

         หลังพุทธปรินิพาน กษัตริย์ซึ่งได้รับส่วนแบ่งแห่งพระบรมสารีริกธาตุ ได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในสถูปแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากลุมพินีวันนัก จวบจนพุทธศักราชได้ 294 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จนมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั่วทั้งชมพูทวีป พร้อมด้วยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (หรือพระอุปคุต) ได้เสด็จมานมัสการ ณ ลุมพินีนี้ พระองค์โปรดฯ ให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระนำทางและชี้จุดที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ แล้วทรงสร้างอาราม พระเจดีย์และเสาศิลาจารึกไว้เป็นสัญลักษณ์ว่า ลุมพินีวันนี้มีความสำคัญอย่างไร ซึ่งเสาศิลาหินทรายของพระเจ้าอโศกยังคงตั้งอยู่ ณ ที่เดิมจนถึงปัจจุบัน

          สระสรงสนาน และ มหามายาเทวีวิหาร หลังการบูรณะ

          หลังจากยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องราวของลุมพินีวันได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาเกือบ 700 ปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารที่สามารถสืบค้นถึงความเป็นไปของลุมพินีวันในช่วงนี้ได้ จนในประมาณ พ.ศ. 900 สมณะฟาเหียนได้เดินทางจากประเทศจีนมาถึงลุมพินีวัน ท่านได้กล่าวไว้สั้น ๆ เพียงว่าได้พบบ่อสรงสนาน และระบุที่ตั้งของลุมพินีวันว่าอยู่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 14-16 กิโลเมตร
         ต่อมา ในปี พ.ศ. 1181 สมณะเฮี้ยนจัง หรือ พระถังซำจั๋ง ได้เดินทางมาถึงลุมพินีวัน โดยได้จดบันทึกระบุที่ตั้งสถานที่ต่าง ๆ ในลุมพินีวันไว้คร่าว ๆ ท่านได้กล่าวถึงบ่อสรงสนาน ซึ่งคงเป็นบ่อเดียวกับที่สมณะฟาเหียนกล่าวไว้ในบันทึก ซึ่งบ่อนี้ยังคงมีอยู่มาจนปัจจุบัน และกล่าวว่าไม่ไกลจากบ่อนั้นไปประมาณ 24 ก้าว มีต้นสาละต้นหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นจุดที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จากจุดนั้นไปทางใต้มีเจดีย์องค์หนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นจุดที่พระอินทร์เสด็จจากสวรรค์ลงมาต้อนรับพระราชโอรสที่ประสูติใหม่ ใกล้ ๆ กันมีเจดีย์อีกสี่องค์ ที่สร้างไว้เพื่อถวายแก่ท้าวจตุโลกบาล ที่ทำหน้าที่ถวายอภิบาลพระโอรสประสูติใหม่ และใกล้กันนั้นมีเสาอโศกรูปสิงห์ประดิษฐานอยู่บนยอด

          จวบจน พ.ศ. 2438–2439 เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม และคณะ ได้ค้นพบเสาศิลาพระเจ้าอโศกซึ่งถูกฝังดินไว้และพบจารึกเป็นอักษรพราหมีระบุว่าที่แห่งนี้คือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จากนั้นจึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดี โดยพบซากปรักหักพังจำนวนมาก ซากสถูปกว่า 50 องค์ และซากวิหารอาราม มีอายุตั้งแต่สมัยราชวงศ์โมริยะ ราชวงศ์ศุงคะ ราชวงศ์กุษาณะ และสมัยคุปตะ (ประมาณ พ.ศ. 300 - พ.ศ. 950)

 

   
   

    สมควรแก่เวลา ก็เดินทางจากลุมพินี เนปาล เพื่อกลับสู่อินเดียอีกครั้ง ค่ำคืนนี้เราพักกันที่วัดธิเบต เพื่อเดินทางสู่สังเวชนียสถานสุดท้าย ที่ 4 คือสถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่พักจัดว่าดีกว่าวัดเกาหลีพอสมควร

 

   
         
   

   
     

        เช้าวันที่ 2 มีนาคม 2557  เข้านมัสการสังเวชนียสถานที่สุดท้ายคือ ที่ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน ที่นี่มีต้นสาละปลูกไว้เป็นอนุสรณ์ เข้านมัสการปรินิพพานสถูป อันเป็นสถานที่พุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  ซึ่งในเวลาต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชทรงให้สร้างสถูปรูปทรงกลมไว้  ที่นี่นั่งทำวัตรเช้า และไม่ลืมที่จะทำประทักษิณา3รอบ

 

 

   
   

   
     

     จากนั้นคณะญาติธรรมนำผ้าคลุมห่มที่ปักอย่างดีนำมาจากเมืองไทย ทำการเปลี่ยนผ้าผืนเดิมเสีย

 

 

   
   

   
   

          

              

 

   @ กวีกราน บทกลอน เตือนตนไว้

ชีวิตใช่ ยั่งยืน ทุกสถาน

 ท้ายที่สุด ก็ดับลง สิ้นลมปราณ

 ชีวิตใช่ ยืนนาน ตลอดไป ฯ

            @:- \\\\ ปลงมรณา ///// -:@  

 

 

     
   

 

 

 

   
   

 

 

 

 

   
     

แห่ผ้าคลุม 3 รอบ ก่อนนำเข้าเปลี่ยน

 

 

   
   

 

 

   
     

     จากสถานที่ดับขันธ์ปรินิพพานมาไม่ถึง 1 กม. ก็ถึง มกุฏพันธนเจดีย์

     ที่นี่หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 7 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานได้พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา แห่งนี้  วันนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีบูชา

       ประวัติ พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ในเมืองกุสินาราตลอด ๗ วันอัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง ทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด จากนั้นพยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธะ พระเถระ แจ้งว่า "เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุหมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี

       ครั้งนั้นพระมหากัสสปะเถระและหมู่ภิกษุเดินทางจากเมืองปาวา หมายจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ระหว่างทาง ได้พบกับพราหมณ์คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพสวนทางมา พระมหากัสสปะได้เห็นดอกมณฑารพก็ทราบว่า มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น ดอกไม้นี้มีเพียงในทิพย์โลก ไม่มีในเมืองมนุษย์ การที่มีดอกมณฑารพอยู่ แสดงว่าจะต้องมีอะไร เกิดขึ้นกับพระศาสดา พระมหากัสสปะถามพราหมณ์นั้นว่า ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับพระศาสดาบ้างหรือไม่ พราหมณ์นั้นตอบว่า พระสมณโคดมได้ปรินิพพานไป ล่วงเจ็ดวัน แล้ว "พระศาสดาปรินิพพานแล้ว" คำนี้เสียดแทงใจของพระภิกษุปุถุชนยิ่งนัก พระภิกษุศิษย์ของพระมหากัสสปะบางรูป ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็กลิ้งเกลือกไปบนพื้น บ้างก็คร่ำครวญร่ำไห้ ว่า "พระศาสดาปรินิพพานเสียเร็วนัก" ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว ย่อมเกิดธรรมสังเวชว่า "แม้พระศาสดา ผู้เป็นดวงตาของโลก ยังต้องปรินิพพาน สังขารธรรมไม่เที่ยงแท้เสียจริงหนอ"

       เมื่อพระมหากัสสปะ และภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถึงสถานที่ถวายพระเพลิงมกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ รอบเชิง ตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า โดยท่านกำหนดว่าตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วอธิษฐานว่า "ขอพระยุคลบาท ของพระองค์ที่มีลักษณะเป็นจักรอันประกอบด้วยซี่พันซี่ ขอจงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมทั้งสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่อง ประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จ พระยุคลบาทก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา พระเถระจับยุคลบาทไว้มั่น และน้อมนมัสการเหนือเศียรเกล้าของตน มหาชนต่างเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ส่งเสียงแสดงความอัศจรรย์ใจ เมื่อพระเถระและภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาทก็เข้าประดิษฐานในที่เดิม ครั้นแล้วเปลวเพลิงก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทวดา ในการเผาไหม้นี้ ไม่มีควันหรือเขม่าใดๆฟุ้งขึ้นเลย เมื่อเพลิงใกล้จะดับ ก็มีท่อน้ำไหลหลั่งลงมาจากอากาศ และมีน้ำพุ่งขึ้นจากกองไม้สาละ ดับไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น เหล่าเจ้ามัลละก็ปะพรมพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยของ หอม ๔ ชนิด รอบๆบริเวณ ก็โปรยข้าวตอกเป็นต้น แล้วจัดกองกำลังอารักขา จัดทำสัตติบัญชร (ซี่กรงทำด้วยหอก) เพื่อป้องกันภัย แล้วให้ขึงเพดานผ้าไว้เบื้องบน ห้อยพวง ของหอม พวงมาลัย พวงแก้ว ให้ล้อมม่านและเสื่อลำแพนไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่มกุฏพันธนเจดีย์ จนถึงศาลาด้านล่าง ให้ติดเพดานไว้เบื้องบน ตลอดทางติดธง ๕ สีโดยรอบ ให้ตั้งต้นกล้วย และหม้อน้ำ พร้อมกับตามประทีปมีด้ามไว้ตามถนนทุกสาย พวกเจ้ามัลละนำพระธาตุทั้งหลายวางลงในรางทองแล้ว อัญเชิญไว้บนคอช้าง นำพระธาตุเข้าพระนครประดิษฐานไว้บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ อย่าง กั้นเศวตร ฉัตรไว้เบื้องบน แล้วจัดกองกำลังอารักขาอย่างนี้คือ "จัดเหล่าทหารถือหอกล้อมพระธาตุไว้ จากนั้นจัดเหล่าช้างเรียงลำดับกระพองต่อกันล้อมไว้ พ้นจากเหล่าช้างก็เป็น เหล่า ม้าเรียงลำดับคอต่อกัน จากนั้นเป็นเหล่ารถ เหล่าราบรอบนอกสุดเป็นทหารธนูล้อมอยู่" พวกเจ้ามัลละจะจัดฉลองพระบรมธาตุตคลอด ๗ วัน ต้องการความมั่นใจว่า ๗ วัน นี้แม้จะมีการละเล่นก็เป็นการละเล่นที่ไม่ประมาท

 

 

   
   

 

 

   
     

อีกมุมหนึ่ง

 

 

   
   

 

 

   
     

     ทำประทักษิณา 3 รอบ ที่มกุฏพันธนเจดีย์

 

 

   
   

 

 

   
     

         จากมกุฏพันธนเจดีย์ คณะเราเข้าเยี่ยมชมวัดไทยกุสินารา เป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่ง

 

 

   
   

 

 

   
     

ถ้ามาในช่วงดอกไม้กำลังผลิบาน จะได้ยลความงดงามแปลงดอกไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกหน้าโบสถ์

 

 

   
   

 

 

   
     

     ได้เวลาสมควร ก็เดินทางต่อ คืนนี้จะเดินทางเข้าเมืองเวสาลี

 

 

   
   

 

 

   
     

นึกว่าจะมีแต่เมืองไทย ที่ไหนได้ อินเดียก็มีม็อบเหมือนกัน โชคดีที่เขาไปเดินอีกฝั่งของถนน ทำให้ฝั่งเรารถไม่ติด

 

 

   
   

 

 

   
   

 

          สภาพถนน ข้างบนถนนสภาพดี แต่พี่หวานเย็นไม่ขึ้นไปขับ พี่แกขับถนนเลนล่างซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง บางหลุมลึก ครึ่งฟุต เหตุนี้เองที่ทำให้การเดินทางระยะใกล้ๆบางครั้งก็ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง

 

 

   
   

 

 

   
         
   

 

 

   
   

 

พระสถูปปาวาลเจดีย์

 
 
   
   

 

 

   
           

          พระสถูปปาวาลเจดีย์ เป็น สถานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงอายุสังขารเป็นครั้งสุดท้าย ต่อจากนั้นอีก 3 เดือน จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่กุสินารา ปัจจุบันปาวาลเจดีย์เหลือแต่ซากตอของเจดีย์ที่ทำด้วยหินแข็งมีสีเทา ซึ่งทางการญี่ปุ่นได้สร้างซุ้มมุงด้วยหลังคาสังกะสีเป็นทรงกลมทาสีขาวและมี รั้วเหล็กกั้นให้โดยรอบ

          เกี่ยวกับการปลงพระชนมายุสังขาร หรือ การปลงอายุสังขาร ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีขึ้นในวันมาฆบูชา ณ กูฏคารศาลา ป่ามหาวัน เมื่อทรงมีพระชมมายุได้ 80 พระชันษา ณ เวลานั้น ทรงได้ตรัสรู้และเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนมานานถึง 45 ปีแล้ว ทรงตั้งพระทัยว่า "นับแต่นี้ต่อไปอีกสามเดือน ตถาคตจักดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง การปลงอายุสังขารนี้มีขึ้น ณ ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ แขวงเมืองไพศาลี (ไวสาลีปัจจุบัน) หลังจากที่ทรงทำโอภาสนิมิตแก่พระอานนท์ถึงสามครั้งว่า "อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปหนึ่ง หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้" โอภาสนิมิตนี้ หมายถึงบอกใบ้ว่าพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน หากพระอานนท์กราบทูลขอให้อยู่ต่อ และทรงรับก็ทรงสามารถดำรงพระชนม์ชีพต่อไปได้อีก แต่พระอานนท์ไม่รู้เท่าทันพญามาร เมื่อพญามารมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วกราบทูลขอให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าจึงทรงรับคำขอนั้นของพญามาร หลังจากที่ทรงปลงอายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ พระอานนท์จึงทราบว่าพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว จึงรีบมาทูลอ้อนวอนให้พระองค์ดำรงอยู่ต่อไปอีก แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้เพราะล่วงเลยกาลเสียแล้ว

         

   
   

 

 

   
   

 

วัดญี่ปุ่น

       

 

โรงเรียนที่หน้าวัดญี่ปุ่น เด็กๆมาเล่นน้ำ ทั่วทุกที่ที่ไป จะเห็นบ่อน้ำบาดาลสาธารณะอยู่ทั่วไป

 

 

   
     

 

   
   

เด็กๆ บอกให้แอ็คชั่น ก็ได้ทันที

 

 

   
             

      

 

   
   

 

        กูฏาคารศาลาป่าสาลวัน สถานที่นี้เป็นที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาที่ ๑๕ และพรรษาสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน

         เมื่อพรรษาที่ ๑๕ มีเหตุการณ์สำคัญคือ บวชพระภิกษุณีให้พระน้านางปชาบดี พระนางยโสธราบวชเป็นพระภิกษุณีบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระนางรูปนันทา (พระธิดาพระน้างนางปชาบดี)ออกบวชำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติกาลเข้าพรรษา

 

 

   
     

     

 

   
   

        

         ที่นี่มีเสาหินพระเจ้าอโศกค่อนข้างสมบูรณ์ หัวเสามีรูปสิงห์ หันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่งว่าทอดอาลัยตามเสด็จพระพุทธองค์ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา

 

 

   
   

 

 

   
     

        เดินชมความงาม

 

 

   
   

 

 

   
     

เสาอโศกเห็นอยู่ลิบๆ

 

 

   
   

 

 

   
     

เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เป็นเด็กนักเรียนมัธยมไฮสคูล มาทัศนศึกษากัน

 

 

   
   

 

 

   
     

            ที่นี่มีเสาหินพระเจ้าอโศกค่อนข้างสมบูรณ์ หัวเสามีรูปสิงห์ หันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่งว่าทอดอาลัยตามเสด็จพระพุทธองค์ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา

 

 

   
   

 

 

   
     

            เที่ยวชมจนหนำใจ ภาคบ่ายเป็นการเดินทางต่อ จากเมือง เวสาลี เป้าหมายต่อไปคือเมืองราชคฤห์ ระหว่างทาง พักเข้าห้องน้ำที่ปั้ม เนื่องจากมีเวลาเหลือเฟือเพราะห้องน้ำมีเพียงห้องเดียว แต่คนรอเข้า ประมาณ 30 คน จึงมีเวลาเดินออกมานอกปั๊มน้ำมัน ข้างๆเห็นแขกนายนี้กำลังกรีดน้ำตาลจากต้นอินทผาลัม เข้าใช้วิธีการกรีดเหมือนกรีดยางแต่กรีดลึกกว่า แล้วเอาที่รองน้ำตาลเป็นหม้อดินใบใหญ่ไปรองรับน้ำตาลจากต้นอินทผาลัม เลยขอโอกาสแขกถ่ายรูปมา แขกส่ายหัว ตอนแรกนึกว่ามันไม่ให้ถ่าย แต่พอนึกได้ว่า ถ้าแขกส่ายหัว แสดงว่า OK ก็เลยกดภาพมาฝากซะ

 

 

   
   

 

 

   
     

       เดินกลับเข้ามาปั๊ม คิวเข้าห้องน้ำยังยาวอยู่ เดินเกร่ไปเกร่มา เห็นรถวิ่งเข้ามาเติมน้ำมัน เคยเห็นภาพแขกนั่งรถไฟ รถโดยสารในเว็บนึกว่าเค้าแอ็คชั่นถ่ายรูปมา ที่ไหนได้วันนี้ได้เห็นประจักษ์กับสายตาจริงๆว่า เรื่องจริงทั้งนั้น นี่ยังจิ๊บๆ ที่เบียดกันมากกว่านี้ยังมีอีก มีให้เห็นตลอดทาง โดยเฉพาะตอนเช้าเริ่มงาน และตอนเย็นเลิกงาน

     การเดินทางจากเวสาลีเข้าเมืองราชคฤห์นั้นต้องผ่านเมืองปัตนะ อันเป็นเมืองหลวงของรัฐอุตรประเทศ เมืองนี้อดีตกาลคือเมืองปาฏลีบุตรเมืองหลวงของแค้วนมคธนั่นเอง ถึงเมืองราชคฤห์เวลา 1 ทุ่ม นับเป็นเวลาที่ถึงที่พักเร็วที่สุดจาก 4-5 วันที่ผ่านมา วันนี้เราเข้าพักที่วัดไทยราชคฤห์ เจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี สถานที่-อาหารรับรองดีมาก

 

 

   
   

 

 

   
     

         เช้าวันที่ 4 มีนาคม เริ่มคิดถึงวัดแล้วเพราะเป้าหมายสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ได้นมัสการครบถ้วนหมดแล้ว โปรแกรมที่เหลือจึงถือเป็นกำไรที่จะเก็บเกี่ยวเอา ไหนๆก็ทนนั่งเครื่องมาแล้ว ปกติไม่จำเป็นจริงๆจะไม่ขึ้นเครื่องบินเด็ดขาด  มาแล้วก็เก็บเกี่ยวให้หมด วันนี้มีโอกาสได้ลิ้มชิมขนมขาชา ขนมที่ขึ้นชื่อลือชาในเมืองราชคฤห์ และนี่เองเป็นเหตุให้ท้องไส้ปั่นป่วนใน สองวันสุดท้ายของการเดินทาง จนแทบไม่อยากลงไปเดินต่อเลย

         วันนี้หลังอาหารเช้าแล้ว ก็เดินทางเพื่อขึ้นเขาคิชฌกูฏ 

    

   
   

 

 

   
     

         ในคัมภีร์อภิธานวรรณามีวิเคราะห์ไว้ว่า

         คิชฺฌา สกุณวิเสสา อสฺส กูเฏ วสนฺติ คิชฺฌสทิสกูฏยุตฺตตาย วา คิชฺฌกูโฏ  ฯ

         แปลว่า ภูเขาที่มีแร้งอยู่บนยอดหรือเพราะมียอดเหมือนแร้ง จึงชื่อว่า คิชฌกูฏะ

 

   
   

 

 

   
     

        ระยะทางไม่ไกลมากนัก ไม่เท่ากับเขาคิชฌกูฏในเมืองไทย เดินคุยกันไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง แต่สำหรับคนแก่ ก็มีลูกหาบคอยบริการอยู่เหมือนกัน

 

   
   

 

 

   
     

     เดินขึ้นมาสัก 700 เมตร ก็มองเห็นยอดอยู่ลิบๆแล้ว

 

   
   

 

 

   
     

           ระหว่างทางมีส้ม มะขามป้อมขนาดใหญ่มาก และกะทกรก วางจำหน่ายอยู่สนนราคาไม่แพง

 

   
   

 

 

   
     

         ก่อนถึงยอดเขา จะมีหน้ามาอยู่ ที่หน้าผานี้เอง ในตำนานกล่าวว่าเป็นผาที่เทวทัตกลิ้งหินลงมาหวังเพื่อปลงพระชนม์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่หินที่กลิ้งลงมานั้นกลับแตก มีเพียงสะเก็ดหินเล็กน้อยเท่านั้นที่กระเด็นมาถูกพระบาทของพุทธองค์ เพียงแค่นี้เอง ทำให้เทวทัตทำอนันตริยกรรม ห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน

 

   
   

 

 

   
     

     นี้เป็นกุฏิพระโมคคัลลานะ เข้าไปนมัสการบูชา ขอโชคขอลาภ ขอให้มีฤทธิ์มีเดชเช่นพระโมคคัลลานะ ฤทธิ์เดชในที่นี้ นอกจาก จะหมายถึง Power แล้วยังหมายรวมถึงสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงด้วย

 

   
     

   

   
       

 ถึงแล้ว ยอดเขาคิชกูฏ

 

 

   
   

 

 

   
     

          ม เป็น security ครับ

 

 

   
   

 

 

   
     

         มาเจอกับอีก1คณะ เลยถือโอกาสสวดมนต์ทำวัตร และร่วมสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ด้วยกัน

 

 

   
         
   

 

 

   
     

         ส่วนพุทธธิเบต มีเครื่องหมายคือธงชัยติดอยู่

 

 

   
   

 

 

   
     

          นักบวชชาวญี่ปุ่นคนนี้นั่งภาวนาเดี่ยว

 

 

   
   

 

 

   
     

          ภาพที่เห็นชินตา ทุกๆที่ที่ไป

 

 

   
   

 

 

   
     

 

   
   

 

 

   
     

 

   
   

 

 

   
        

          ถัดจากนั้นไปเยี่ยมชม ตโปทานนที บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์   ที่มีน้ำอุ่นไหลมาจากเวภาระบรรพต ชาวฮินดูเชื่อว่ารักษาโรคได้ มีการบ่งชนชั้นวรรณะกันอย่างเห็นได้ชัด ชั้นวรรณะสูงสุดอาบชั้นบน  วรรณะต่ำลงมาอาบกันที่ชั้นต่ำลงมาตามลำดับ   ชั้นจันฑาลนั้นจะอยู่ต่ำสุด เดินผ่านมาไม่ได้ไปดูเขา เราคิดเอาว่าเขาเกิดมาก็มีกรรมอยู่แล้วต้องมาอาบน้ำเศษๆจากที่คนอื่นอาบมาแล้ว แล้วยังมคนไปมุงดูอีก คงทำใจลำบาก  ได้แต่เกิดความสมเพทและเวทนา จึงได้แต่เดินเลี่ยงๆมา  ถึงชั้นนี้ เป็นวรรณะแพศย์ รู้สึกจะคึกคักที่สุด เพราะมีคนเยอะมาก

 

 

   
   

 

 

   
     

          ชั้นนี้เป็นชั้นสูงสุดของวรรณะกษัตริย์

 

 

   
   

 

 

   
     

        กุฏิพระมหากัสสปะ อยู่บนยอดของตโปทาราม ถัดนี้ไปไม่ไกลนักคือถ้ำสัตตบรรณคูหา ที่เป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่ 1

 

 

   
   

 

 

   
     

      เจอแขกไฮโซมากับลูกสาว2คน ขอถ่ายรูปด้วย  can I take a photo  แขกบอก OK ไม่ชักช้า กดไป

 

 

   
   

 

 

   
     

          เด็กนักเรียน มาทัศนศึกษา

 

 

   
         
   

 

 

   
     

          ก่อนจากเมืองราชคฤห์เราก็ไม่ลืมที่จะทอดผ้าป่ากันที่วัดไทยราชคฤห์

 

 

   
     

 

   
     

         ได้เวลาก็เดินทางต่อเพื่อนมัสการหลวงพ่อองค์ดำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนาลันทา มีอายุกว่า1400ปี  ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล เห็นญาติธรรมบางคนเอาผ้าชุบน้ำมันจากองค์หลวงพ่อแล้วบีบใส่ขวดเล็กๆ ได้ความว่านำไปรักษาสารพัดโรคชงัดดีนักแล

 

 

   
     

 

   
     

        ส่วนด้านหน้าก็มีหลวงพ่อองค์ดำ องค์จำลองที่แกะสลักจากหินดำ ให้เช่าบูชาอยู่มากมาย สนนราคาก็ไม่แพงนัก ใจอยากได้องค์ใหญ่หน้าตักกว้าง 1.5ฟุต แต่คำณวนดูแล้วคงไม่มีปัญญาขนกลับมาแน่ ทั้งหนักและใหญ่ โอกาสแตกหักเป็นไปได้สูง เลยได้แต่มอง แล้วเช่าบูชาองค์เล็กๆมา

 

 

   
     

 

   
     

        เดินทางต่อมาได้สักพักก็ถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาอันเลื่องชื่อ

 

 

   
     

 

   
             

          นาลันทามีความสำคัญมาแต่ครั้งพุทธกาล เห็นได้จากกรณีที่พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศความเลื่อมใสของตนในอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าว่า

         ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่น ซึ่งจะมี ปัญญาในทางพระสัมมาสัมโพธิญาณ ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า
เนื่องจากพระสารีบุตรต้องการประกาศความเลื่อมใสของตนในเมืองนาลันทาเพราะว่าเมืองนาลันทาเป็นศูนย์การศึกษาแม้ในครั้งพุทธกาล เป็นศูนย์รวม นักปราชญ์นักวิชาการ พระสารีบุตรซึ่งเป็นเลิศทางด้านปัญญาประสงค์ จะประกาศให้เหล่านักวิชาการแห่งนาลันทา รับรู้ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระผู้มีพระพุทธเจ้า

          ภายหลังพุทธกาล ชื่อเมืองนาลันทาเงียบหายไประยะหนึ่ง หลวงจีนฟาเหียนซึ่งจาริกมาสืบศาสนาในชมพูทวีป ราว พ.ศ. 944-953 บันทึกไว้ว่าได้พบเพียงสถูปองค์หนึ่งที่นาลันทา แต่ต่อมาไม่นาน กษัตริย์ราชวงศ์คุปตะพระองค์หนึ่งพระนามว่าศักราทิตย์ หรือกุมารคุปตะที่ 1 ซึ่งครองราชย์ประมาณ พ.ศ. 958-998 ได้ทรงสร้างวัดอันเป็นสถานศึกษาขึ้นแห่งหนึ่งที่เมืองนาลันทา และกษัตริย์พระองค์ ต่อๆ มาในราชวงศ์นี้ก็ได้สร้างวัดอื่นๆ เพิ่มขึ้นในโอกาสต่างๆ จนมีถึง 6 วัด อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ในที่สุดได้มีการสร้างกำแพงใหญ่อันเดียวล้อมรอบ ทำให้วัดทั้ง 6 รวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า นาลันทามหาวิหาร และได้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ แห่งสำคัญยิ่ง ที่นักประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน เรียกกันทั่วไปว่า “มหาวิทยาลัยนาลันทา”


         ในประมาณ พ.ศ. 1742 กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้ยกมารุกรานรบชนะกษัตริย์แห่งชมพูทวีปฝ่ายเหนือ และเข้าครอบครองดินแดนโดยลำดับ กองทัพมุสลิมเติรกส์ได้เผาผลาญทำลายวัดและปูชนียสถานในพุทธศาสนาลงแทบทั้งหมด และสังหารผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา นาลันทามหาวิหารก็ถูกเผาผลาญทำลายลงในช่วงระยะเวลานั้นด้วย มีบันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวมุสลิมเล่าว่า ที่นาลันทา พระภิกษุถูกสังหารแทบหมดสิ้น และมหาวิทยาลัยนาลันทาก็ก้าวถึงความพินาศสูญสิ้นลงแต่บัดนั้นมา

          จากการบันทึกของท่าน ตารนาท ธรรมสวามินปราชญ์เขียนเอาไว้ว่า พอกองทัพมุสลิมยกทัพกลับไปแล้ว พระ นักศึกษา และพระอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 70 องค์ ก็พากันออกมาจากที่ซ่อน ทำการสำรวจข้าวของที่ยังหลงเหลืออยู่ รวบรวมเท่าที่จะหาได้ ปฏิสังขรณ์ตัดทอนกันเข้าก็พอได้ใช้สอยกันต่อมา และ ท่านมุทิตาภัทร รัฐมนตรีของกษัตริย์ในสมัยนั้นได้จัดทุนทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งไปจากแคว้นมคธ เพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่นาลันทาขึ้นมาใหม่แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น

 

 

   
     

 

   
     

ทางเดินไปสู่ภายในมหาวิทยาลัยนาลันทา

 

 

   
     

 

   
     

เริ่มเข้ามาในอาณาบริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทาแล้ว

 

 

   
     

 

   
     

มหาวิทยาลัยนาลันทานี้ นับเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก

 

 

   
     

 

 

   
     

         และที่นี่ก็เป็นที่กำเนิดและนิพพานของอัครสาวก พระสารีบุตรด้วย

 

 

   
     

 

   
     

ภายในกว้างขวางโอ่โถงมาก

 

 

   
     

 

   
     

มีห้องโรงครัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงพระ    ในสมัยเมื่อพันปีมาแล้วมีนักศึกษากว่าหนึ่งหมื่นรูป เจ้าหน้าที่กว่าพันห้าร้อย