Episode 2

 

   
   

   

   
     

     หลังถวายผ้าป่าแล้ว คณะแสวงบุญเดินทางไปเยี่ยมดูบ้านนางวิสาขา 

    นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ เป็นบุตรของ ธนญชัยเศรษฐี มารดาชื่อว่าสุมนาเทวี มีปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี    เป็นภรรยาของ ปุณณวัฒนกุมาร บุตรของมิคารมหาเศรษฐีในเมืองสาวัตถี ท่านเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เป็นผู้ถวายบุพพาราม และโลหะปราสาทหลังแรกแก่พระพุทธเจ้า

      พระพุทธองค์ยกย่องนางวิสาขาว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่าย ผู้เป็นทายิกา

นางวิสาขานับมีคุณสมบัติพิเศษกว่าหญิงอื่นๆเพราะว่าเป็นผู้มีบุญสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติมากเป็นพิเศษกว่าอุบาสิกาคนอื่น ๆ หลายประการ เช่น คุณสมบัติพิเศษคือ

1. ลักษณะของผู้มีวัยงาม คือ แม้ว่านางจะมีอายุมาก มีลูกชาย-หญิง ถึง 20 คน ลูกเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ 20 คน นางก็มีหลานนับได้ 400 คน หลานเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ 20 คน นางวิสาขามีเหลนนับได้ 8000 คน ดังนั้น คนจำนวน 8420 คน มีต้นกำเนิดมาจากนางวิสาขา นางมีอายุยืนได้เห็นหลานได้เห็นเหลนทุกคน แม้นางมีอายุถึง 120 ปี แต่ขณะเมื่อนางนั่งอยู่ในกลุ่มของลูก หลาน เหลน นางจะมีลักษณะวัยใกล้เคียงกับคนเหล่านั้น คนพวกอื่นจะไม่สามารถทราบได้ว่านางวิสาขาคือคนไหน แต่จะสังเกตได้เมื่อเวลาจะลุกขึ้นยืน ธรรมดาคนหนุ่มสาวจะลุกได้ทันที แต่สำหรับคนแก่จะต้องใช้มือยันพื้นช่วยพยุงกาย และจะยกก้นขึ้นก่อน นั่นแหละจึงจะทราบว่านางวิสาขาคือคนไหน

2. นางมีกำลังมากเท่ากับช้าง 5 เชือกรวมกัน ครั้งหนึ่งพระราชามีพระประสงค์จะทดลองกำลังของนาง จึงรับสั่งให้ปล่อยช้างพลายตัวที่มีกำลังมากเพื่อให้วิ่งชนนางวิสาขา นางเห็นช้างวิ่งตรงเข้ามา จึงคิดว่า “ถ้ารับช้างนี้ด้วยมือข้างเดียวแล้วผลักไป ช้างก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เราก็จะเป็นบาป ควรจะรักษาชีวิตช้างไว้จะดีกว่า” นางจึงใช้นิ้วมือเพียงสองนิ้วจับช้างที่งวงแล้วเหวี่ยงไปปรากฏว่าช้างถึงกับ ล้มกลิ้งแต่ไม่เป็นอันตราย ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ชนทั้งหลายเมื่อจัดงานมงคลในบ้านเรือนของตนจึงพา กันเชิญนางวิสาขาให้ไปเป็นประธานในงาน มอบให้นางเป็นผู้นำในพีธีต่าง ๆ แม้แต่อาหารก็ให้นางทานก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล จนนางวิสาขาไม่มีเวลาดูแลปฏิบัติพระภิกษุที่มาฉันในบ้านของตน ต้องมอบให้ลูก ๆ หลาน ๆ ดำเนินการให้

 

 

   
   

   
     

    จากนั้นคณะเราก็ได้แวะเยี่ยมชมวัดไทยพุทธคยา เป็นวัดที่รัฐบาลไทยสร้างขึ้นมา เดินดูรอบๆวัด หน้าวัดมีสินค้ามากมายวางจำหน่าย ส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

 

 

   
   

   
     

     จากวัดไทยพุทธคยา ตณะเราไปเยี่ยมชมวัดญี่ปุ่นซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อไดบุชิ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหินทรายแดงใหญ่ที่สุดในอินเดีย

 

 

   
   

   
     

     หลวงพ่อไดบุชิ

 

 

   
   

   
     

     รอบองค์หลวงพ่อไดบุชิ มี หินสลักเป็นอรหันต์10องค์ตั้งรายล้อมอยู่ เช่น พระอานนท์ พระสารีบุตร เป็นต้น

 

 

   
   

   
     

    นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ก็ยังแวะมาเยี่ยมมาชมความงามวัดญี่ปุ่นนี้

 

 

   
   

   
     

   กะลำจาย ชาอินเดียผสมเครื่องเทศแขกชิมดูเหมือนใส่สะระแหน่ เวลาขายก็ใส่ถ้วยดินเผา กินเสร็จโยนถ้วยทิ้งเลย ห้ามนำมาใช้ต่อ

 

 

   
   

   
     

     ซาโมซ่า เป็นขนมกินเล่นของแขก มีไส้หลายอย่าง มีอย่างหนึ่งที่เรารู้จักกันดี ไส้ไก่ที่เรียกว่า เคอร์รี่พัฟ หรือกะหรี่ปั๊ปนั่นเอง

          มีเรื่องเล่าว่า      คู่สามีภรรยาชาวดัทช์คู่หนึ่ง พากันไปเที่ยวรัฐพิหารของอินเดีย และไปร่วมงานแสดงปศุสัตว์ที่มีชื่อเสียงที่เมืองโซเนปือร์ ปรากฎว่าเดินไปทั่วงานแล้วเกิดหิว เหลือบไปเห็น"ซาโมซ่า" ไส้มันฝรั่ง ก็เลยสั่งมากินไป 4 ชิ้น โดยไม่ได้ถามราคา

     ฝรั่งคู่ นี้สั่ง"ซาโมซ่า"มาได้ อารามหิว ก็เลยกินก่อนจ่ายเงิน ความผิดพลาดเริ่มที่ตรงนี้ เพราะกินของๆเขาเข้าไปแล้วด้วยความประมาท เนื่องจากตามปกติซาโมซ่าในอินเดียจะมีราคาชิ้นละ 2 .5 รูปี หรือประมาณ 5 เซ็นต์ (ประมาณไม่ถึง 2 บาท) ....สิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ พ่อค้าคิดราคา"ซาโมซ่า" ที่กินเข้าไปหมดแล้ว ในราคาชิ้นละ 51 ดอลลาร์  หรือ ประมาณชิ้นละเกือบ 1,800 บาท

    หลังจากโต้เถียงกัน หน้าดำหน้าแดง โดยพ่อค้าอ้างเป็นภาษาอังกฤษแบบตะกุกตะกักกว่าซาโมซ่าของตนมีส่วนผสม     พิเศษของสมุนไพรอินเดีย ช่วยเพิ่มพลังรักได้ ในที่สุด หลังจากเถียงไม่ขึ้นเพราะของกลางอยู่ในท้องไปแล้ว แถมถูกข่มขู่จากพ่อค้าเจ้าถิ่น ฝรั่งคู่นี้เลยต้องจ่ายเงินไป 10,000 รูปี หรือ  204 ดอลลาร์ (ราวๆ 7,140 บาท) เป็นค่าซาโมซ่า 4 ชิ้น

    เมื่อ รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ ทั้งคู่กํตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ซึ่งในที่สุด ตำรวจได้สั่งให้พ่อค้าจ่ายเงินคืนให้ฝรั่งคู่นี้ไป 9,990 รูปี หรือ  203.87ดอลลาร์ หรือสรุปคือให้หักค่าขนมไปแค่ 10 รูปี หรือราว 8 บาทเท่านั้น ทางตำรวจยังได้ทำเรื่องร้องเรียนด้วย ทำให้พ่อค้าเจ้าเล่ห์หนีหน้าหายไป

     สำหรับคนธาตุไม่แข็งพอ ขอแนะนำว่า ขนมทั้งหลายอาหารทั้งหลายริมทาง อย่าไปแตะต้องเชียว มีหวังได้ท้องร่วงท้องเสีย กันเป็นแน่แท้ เจอมาหลายรายแล้ว กลับมาจากอินเดีย ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนเพราะอาหารเป็นพิษ

     ปกติมาแสวงบุญ ถ้าพักโรงแรมทางโรงแรมก็จะจัดอาหารไว้อยู่แล้ว สะอาดใช้ได้ ถ้ามาคณะกันเองบางวัดจะมีอาหารบริการ บางวัดไม่มีก็ต้องอาศัยปรุงกันเอง วัตถุดิบก็เป็นผักทั้งหลายเช่นกะหล่ำปลี มะเขือม่วง ที่ปลูกกันมาในแถบนี้

 

   
         
   

   
     

     จากวัดญี่ปุ่นห่างมา 25 เมตร ก็เป็นวัดภูฏาน ชาวพุทธที่นี่บอกว่าวัดภูฏานนี้สวยงามที่สุดในเมืองคยา ได้เข้าชมแล้วก็สวยงามสมคำชมทีเดียว ภายในโบสถ์มีจิตกรรมฝาผนังสวยงามมาก

 

 

   
   

   
     

     คณะเศรษฐีบุญ ได้เจอสาวงามอินเดีย เลยขอโอกาสถ่ายรูปกับคนงามหน้าวัดงามแห่งนี้เสียเลย

 

 

   
   

   
     

     คืนนี้เรากลับมาค้างที่วัดปากน้ำอีก1คืน รุ่งเช้าตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปรอพระอาทิตย์ขึ้นที่ทุ่งข้าวสาลีข้างวัด หาภาพสวยๆงามๆ

 

 

   
   

   
     

     สายหมอกจัดที่ลงตอนเช้าตลอด2วันที่มาพัก

 

 

   
   

   
     

   ดอกมัสตาร์ด ที่ปลูกแซมข้าวสาลี แขกเอามาทำน้ำมันมัสตาร์ด ใช้แทนน้ำมันพืชได้

 

 

   
   

   
     

     ภาพชีวิตที่เห็นประจำทุกเช้า ชาวบ้านแบกผักสดจากสวนไปจำหน่ายยังตลาดสดผัก

 

 

   
   

   
     

     ทุ่งข้าวสาลี มีดอกมัสตาร์ดแซมสวยงามมาก

 

 

   
   

   
     

    วันพุธที่ 26 กพ.2557 หลังจากเสร็จอาหารเช้าแล้วเตรียมตัวออกเดินทางเป้าหมายวันนี้คือเมืองพาราณสี เข้านมัสการ สารนาถ สถานที่แสดงธัมมจักกัปปวัตนสูติ ปฐมเทศนา อันเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่2 ที่จะได้เข้ากราบนมัสการบูชา

     ระหว่างทาง ผ่านรถบรรทุก ทุกคันจะต้องมีข้อความ เช่น HORN PLEASE หรือ BLOW HORN ส่วนคันนี้เขียนไว้ว่า AWAZDOแปลว่า ให้เสียงแตรด้วย แขกจะให้ความสำคัญกับเสียงแตรมาก คันหลังหากชนคันหน้าโดยไม่บีบแตรถือว่าเป็นความผิดมหันต์  ว่ากันว่า เวลาที่แขกมันจะแซงรถ มันจะบีบแตรก่อนเป็นสัญญาณเหมือนจะบอกว่า "เฮ้ นาย ฉันกำลังจะแซงนะ นายรักษาเส้นทางนายไว้นะเว้ย" ถ้าเห็นว่าจวนตัวว่าไม่พ้นแน่ๆ ก็จะบีบแตรย้ำๆ เป็นการเตือนว่า "เฮ้นาย หลบให้หน่อยสิว่ะ" นั่งรถในเมืองแขกแรกๆก็หวาดเสียวกลัวเฉี่ยวชนกัน แต่นั่งไปนานๆก็จะชินเอง

 

 

   
         
   

   

   
        

     ถึงแล้วเริ่มเข้าเขตเมืองพาราณสีการจราจรในเมืองน่าจะเรียกว่าจราจลมากกว่า ยานพาหนะมีทุกประเภท ส่วนเกาะกลางถนนน่ะมีไว้เฉยๆ เพราะบางทีพวกแขกนึกอยากจะเข้าไปวิ่งสวนเลนก็วิ่งเข้าไปหน้าตาเฉย การจราจรก็เลยเป็นจราจล แต่ทุกครั้งดูเหมือนว่าแขกจะแก้ไขปัญหาได้ลุล่วงตลอด คนขับดูเหมือนขับไปนั่งซดหวานเย็นไป สบายใจ

 

 

   
   

   
     

    เห็นมั้ยล่ะ รถม้าก็มีวิ่งกลางถนนปะปนกับสิบล้อ รถเมล์ ตุ๊กตุ๊ก  รถม้านี้ไม่ใช่รถม้าพานักท่องเที่ยวชมเมืองนะ แต่เป็นรถโดยสารสายหนึ่งเลยทีเดียวล่ะ

 

 

   
   

   
     

    เจ้าพ่อตัวจริงในเมืองแขก

 

 

   
   

   
     

     คืนนี้เราจะพักกันที่วัดไทยสารนาถ เมืองพารณสี โดยโปรแกรมวันนี้จะไปเยี่ยมชมและสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันที่สารนาถ

  

   
   

   
     

     ก่อนถึงสารนาถที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเสาอโศก และศิลปเก่าแก่ของศาสนาฮินดู ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไป จึงได้แต่จับภาพภายนอก

 

 

   
   

   
        

      สถานที่แสดงปฐมเทศนา : สารนาถ ที่นี่สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ เป็นที่พุทธองค์แสดงปฐมเทศนา ทรงยังพระอนุตรธัมจักให้เป็นไป

     ที่ตั้ง อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสารนาถ ห่างจากเมืองพาราณสีออกมาประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเมืองพาราณสีนี้อยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร

 

 

   
   

   
     

        ในสมัยพุทธกาล ที่นี่คือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า เขตป่าอภัยทานแก่สัตว์ที่เป็นที่บำเพ็ญตบะของฤษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤษีและนักพรตต่าง ๆ

   พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา และเทศน์โปรดปัญวัคคีย์จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ได้ทรงพักจำพรรษาแรก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แห่งนี้  นอกจากนี้ ในบริเวณสารนาถ ยังเป็นสถานที่สำคัญที่พระพุทธองค์ทรงประกาศเริ่มต้นส่งให้พระสาวกกลุ่มแรกออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาหลังจากทรงจำพรรษาแรกแล้ว ด้วยพุทธวจนะที่ว่า  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน ๒ รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง"

 

 

   
   

   
     

     เจดีย์สถูปที่ตั้งตระหง่านนี้คือ ธรรมเมกขสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาและประกาศส่งพระสาวกไปเผยแพร่พระศาสนา

 

 

   
   

   
     

     นั่งสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่พุทธองค์ทรงแสดงเป็นครั้งแรกที่นี่

 

 

   
   

   
     

     ทำ ประทักษิณา 3 รอบ  ธัมมเมกขสถูป

 

 

   
   

   
     

   เสร็จแล้วก็ถ่ายรูปพร้อมกันเป็นเครื่องระลึก

 

 

   
   

   
     

        จากนั้นก็แอ็คชั่นใครแอ็คชั่นมัน

 

 

   
   

   
     

จากนั้นก็หามุมสวยๆจับภาพ

 

 

   
         
   

   
     

อลังการ

 

 

   
   

   
     

     สมควรแก่เวลา ก็อำลาสถานที่นี้

 

 

   
   

   
     

     ถัดไปไม่ไกลนัก ที่นี้คือวัดศรีลังกาในเมืองพาราณสี อยู่ไม่ห่างจากสารนาถนัก

 

 

   
   

   
     

     มีความสวยงาม

 

 

   
   

   
     

ยามเย็นใกล้ค่ำ

 

 

   
   

   
     

อาทิตย์เริ่มอัสดง

 

 

   
   

   
     

         หลังจากเยี่ยมชมวัดลังกาเสร็จ คืนนี้เราพักกันที่วัดไทยสารนาถ ในเมืองพาราณสี ในวันที่มาพักนั้นบังเอิญที่หน้าวัดมีพิธีแต่งงาน เป็นงานใหญ่งานหนึ่งของเมืองพาราณสี ประเพณีแต่งงานของชาวอินเดีย เจ้าสาวต้องไปสู่ขอเจ้าบ่าว ต้องหาสินาอดทองหมั้นตามที่ฝ่ายชายเรียกร้อง ทั้งนี้เพราะ หลังจากแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายทำมาหาเลี้ยงผู้หญิงตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อผ่านร้านรวงตลาด แผงค้าขาย จะไม่เห็นผู้หญิงนั่งขายของ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ตั้งแต่ค้าขายเล็กๆน้อยๆ จนงานใหญ่ๆ  ผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำแต่งานบ้านอย่างเดียว

        คืนนี้ต้องนอนกันไวหน่อยเพราะโปรแกรมรุ่งขึ้นต้องตื่นตี4 เพื่อไปล่องแม่น้ำคงคา

 

   
   

   
     

     เช้าวันที่ 27 กพ.2557 ที่เมืองพาราณสี

    พาราณสี เป็นเมืองที่เข้าไปแล้วเหมือนเราย้อนอดีตไปเมื่อสัก 60-70 ปี ที่แล้ว จะมีที่ต่างคือ มีรถยนต์ มีสะพานลอย ที่เหลือยังแทบคงสภาพเดิมๆ

          มีคำกล่าวว่า  " พาราณสีจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ที่นี่เป็นเสมือนจักรวาลเล็กๆ บรรดาความศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ รวมถึงเทพเจ้าทั้งหลายต่างสถิตย์อยู่ที่นี่ นี่คือดินแดนซึ่งกาลเวลาและทิศทั้งแปดถือกำเนิดขึ้น....!!    

           ตำนานกล่าวว่า แม้พาราณสีจะอยู่บนผิวโลก แต่ก็มิได้เป็นทรัพย์สมบัติของโลกนี้

          คนที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตที่ใกล้ความตาย จะได้สัมผัส ณ แม่น้ำคงคา เมืองพาราณสีนี้   ที่นี่มีโรงแรมมรณาสำหรับคนมที่ใกล้ตายมาพักที่โรงแรมนี้ เมื่อตายแล้วก็จะได้เผาศพริมแม่น้ำคงคานี้เลย

          ที่นี่เป็นที่ทำพิธีกรรมต่างๆมากมายคณานับ

          ที่นี่เป็นที่ชุมนุมของนักบวชหลายๆนิกาย

          และที่นี่เป็นอีกหลายๆอย่าง จากเถ้าคืนสู่เถ้า จากธุลี คืนสู่ธุลี

 

         

   
   

   
     

         ท่าน้ำที่ขึ้นชื่อที่สุดของแม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสีนี้ คือ ท่า มณีกรรณิการ์

         ที่ท่ามณีกรรณิการ์ นี้ มีการเผาศพไม่เว้นทุกนาที ว่ากันว่าเพลิงเผาศพที่นี่ไม่เคยดับ  ในพิธีเผาศพจะไม่มีการร้องไห้ เพราะถือกันว่าจะเป็นการปิดทางวิญญาณผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์   ถ้าญาติพี่น้องอยากจะร้องให้ไปร้องที่บ้าน

         ทุกคนจะถือว่าการเผาศพคือการเรียนรู้ชีวิต ดั่งคำพูดที่กล่าวกันว่า "จากเถ้าคืนสู่เถ้า จากธุลี คืนสู่ธุลี"

 

 

   
   

   
     

       คณะแสวงบุญ ลงเรือกันแต่เช้าตรู่ เพื่อชม -ความงาม-ความสลดสังเวช-พิธีกรรม ทุกอย่างรวมหมดที่ริมน้ำคงคาแห่งนี้

 

-

   
   

   
     

    เรือ2ลำออกจากท่า แล่นขนานคู่กันไป ให้ได้ยลริมฝั่งคงคา แม้เป็นเวลาเช้ามืด อากาศหนาวเย็น ก็ไม่วายเห็นผู้คนหลั่งไหลกันมาอาบน้ำที่ท่าน้ำ ทุกๆท่า จวบกับวันนี้เป็นวันที่เขาบูชา พระอิศวรกันด้วย ผู้คนจึงดูคึกคักมากมายเป็นพิเศษ

 

 

   
   

   
     

     อาคารริมฝั่งแม่น้ำคงคา ที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงแรมมรณา สำหรับคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย มาพักที่นี่ เมื่อตายแล้วก็เผาทันที ทำให้นึกไปว่า ถ้ามีโอกาสเข้าไปดูในโรงแรมแห่งนี้ บรรยากาศคงสลดหดหู่เป็นแน่แท้

 

 

   
   

   
     

    เรือยังคงแล่นริมฝั่งไปเรื่อยเหมือนชีวิตที่ต้องวนเวียนกันต่อไป

 

 

   
   

   
     

     เมื่อตอนมา ยังมืดอยู่ แล่นไปสักพัก อาทิตย์เริ่มขึ้น

 

 

   
   

   
     

        เรือที่แล่นผ่านไปมาเริ่มหนาแน่นขึ้น จุดมุ่งหมายหลายๆลำก็คล้ายกับเราคือชมวิถีชีวิตริมฝั่งคงคา

 

 

   
   

   
     

  

 

  

       เมื่ออาทิตย์ยามฉายแสงอรุณ ประกายแสงระยิบจับพื้นผิวคงคา

                   @ คงคา สายธารา แห่งชีวิต

          กรรมลิขิต นิรมิต ประจักษ์เห็น

          ความหนาวเหน็บ สายน้ำ ยะเยือกเย็น

          สรรพสิ่งเห็น เป็นวิถี ทุกชีวัน ฯ

      นั่งปล่อยอารมณ์ แต่งกลอนขึ้นมา1บท

 

 

     
         
   

   
     

     ฝูงนก บินรอรับอาหารที่เหล่านักท่องเที่ยวโปรยปราย

 

 

   
   

   
     

     หลังจากที่ล่องเรือจนอิ่มหนำใจแล้ว ก็จรขึ้นฝั่ง เป็นเวลาเริ่มสว่างแล้ว ผู้คนริมฝั่งเริ่มคึกคัก หนุ่มนายนี้บรรเลงขลุ่ยกล่อมงูอยู่ริมฝั่งคงคา เป็นอีกวิถีชีวิตหนึ่ง

 

 

   
   

   
     

     ทุกที่ที่ไป ทุกที่ที่ผ่าน จะเห็นผู้ชายนั่งขายของ ผู้ชายทำงาน ส่วนผู้หญิงส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในบ้านทำการบ้านการเรือน

 

 

   
   

   
     

     ตลาดสดเช้า มีผัก ผลไม้ นานาชนิดดูแล้ว การสาธารณสุขแย่มากๆ

 

 

   
   

   
     

     กลับมา รับอาหารเช้ากันที่วัดไทยสารนารถ ที่นี่ มีโรงครัว มีแม่ครัวปรุงอาหารให้พร้อม จากนั้นก็เตรียมตัวถวายผ้าป่ากัน แต่ก่อนถวายผ้าป่า ก็แอ็คชั่นถ่ายรูปกันที่หน้าพระองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ลานหน้าวัดกันซะหน่อย

 

 

   
   

   
     

     ดอกไม้หน้าบริเวณนี้ สวยงาม ผลิดอกสะพรั่ง

 

 

   
   

   
     

      ดอกป๊อปปี้ เป็นดอกไม้ยอดฮิตกับดอกรักเร่ ไปที่ไหนเจอที่นั่น ดอกใหญ่สวยงามมาก

 

 

   
   

   
     

     คณะญาติธรรม ร่วมกันถวายผ้าป่าสามัคคี

 

 

   
         
   

   
     

         เจาคันธีสถูป ที่นี่เป็นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพบปัญจวัคคีย์ทั้งห้าอีกครั้งหนึ่งภาย หลังทรงตรัสรู้    เจาคันธีสถูป เป็นสถูป 8 เหลี่ยม ตั้งอยู่บนเนินดินพูนสูงพิเศษ สามารถขึ้นไปชมภายในและเดินขึ้นไปชมถึงยอดได้ บนยอดจะมองเห็นธัมเมกขสถูปอยู่ไม่ไกลนัก

 

 

   
   

   
     

        ก่อนลาจากเมืองพาราณสี เข้านมัสการเจาคันธีสถูป ที่นี่เป็นที่พระพุทธองค์ทรงพบกับปัญจวัคคีย์  

      ณ สถานที่แห่งนี้เมื่อพระพุทธองค์ทรงเสด็จมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้ว ปัญจวัคคีย์ เมื่อเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล จึงทำสัญญากันว่า จะไม่ลุกรับ จะไม่ต้อนรับ แต่ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จมาถึง ต่างก็ลืมสัญญานั้นสิ้น ต่างก็ลุกขึ้นมาต้อนรับกันทั้งนั้น   ปัจจุบันอยู่ห่างจากสถานที่แสดงปฐมเทศนา ประมาณกิโลเมตรเศษ มีการสร้างพระสถูปเป็นเครื่องระลึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรง พบกับปัญจวัคคีย์ เรียกว่า เจาคันธีสถูป สันนิษฐานกันว่า สร้างราวๆ พุทธศักราช 1000 ช่วงราชวงศ์คุปตะ
          เดิมทีพระสถูปแห่งนี้มีความสูงประมาณ 300 ฟุต แต่ผุพังไปตามกาลเวลา เหลือเพียง 70 ฟุต โดยลักษณะของส่วนบนต่างไปจากพุทธศิลป์แบบเดิมมาก ด้วยว่าพระบิดาของพระเจ้าอักบาร์มหาราช กษัตริย์มุสลิมราชวงศ์โมกุล พระนามว่า หุมายุน ได้เสด็จลี้ภัยทางการเมือง และมาหลบซ่อนข้าศึกที่สถูปแห่งนี้ เมื่อพ้นจากข้าศึกแล้ว พระเจ้าอักบาร์มหาราช ทรงสำนึกบุญคุณของพระสถูปที่ทำให้พระบิดามาหลบซ่อน และรอดพ้นจากข้าศึกได้ จึงทรงให้มีการก่อสร้าง ต่อเติมพระสถูปขึ้นไปอีก แต่เพราะพระองค์เป็นมุสลิม ทำให้ศิลปะของพระสถูป ที่ถูกต่อเติมนี้ ออกมาในแนวศิลปแบบมุสลิม และเพราะเป็นที่ระลึกต่อพระบิดาของพระเจ้าอักบาร์มหาราช พระสถูปนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า สถูปหุมายุน

 

   
   

   
     

     หลังอาหารเพล เราก็เดินทางกันต่อ วันนี้เป้าหมายคือเมืองสาวัตถี ระยะทางไม่ไกลนัก แต่เนื่องจากเป็นคืนที่มีการฉลองระลึกถึงพระอิศวร แต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบลที่ผ่านจะมีงานรื่นเริง ทำให้รถติดมาก การจัดการจราจรได้แย่มากๆ ประจวบกับสภาพถนนที่ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นพี่หวานเย็นจึงนั่งขับมาแบบเอื่อยๆเรื่อยๆไม่รีบเร่งนัก จึงใช้เวลาการเดินทางเป็นเวลาพอสมควร

 

   
   

   
     

  วัดเกาหลี ที่จะพักกันค่ำคืนนี้

 

 

   
   

   
     

 รุ่งขึ้น28 กพ. เราอยู่ในเมืองสาวัตถี ที่นี่ เข้านมัสการเยี่ยมชม วัดพระเชตวัน

 

 

   
   

   
     

 

 

   
   

   
     

     พบกับนักแสวงบุญชาวเวียดนามอีกกลุ่มหนึ่ง

 

 

   
   

   
        

          เชตวันมหาวิหาร เป็นมหาวิหารที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ตั้งอยู่ทางใต้ของนครสาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศลเป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับจำพรรษานานที่สุดในระหว่างเวลา ๔๕ ปี แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ ชื่อเชตวัน ได้จากพระนามของเจ้าชายเชตะ ซึ่งเป็นพระญาติสนิทของของพระพุทธเจ้า เสนทิราชาผู้ครองแคว้นโกศล          

          เดิมวัดเชตวันเป็นพระราชอุทยานสำหรับเสด็จประพาสของเจ้าเชต เจ้าชายในราชวงศ์โกศลแห่งเมืองสาวัตถี เป็นพระราชอุทยานร่มรื่นนอกตัวเมืองหลวง มีเนื้อที่ 80 ไร่ (32 เอเคอร์)

          วัดเชตวันมหาวิหารมีอีกชื่อหนึ่งปรากฏในพระสูตรว่า "วัดพระเชตวัน อารามของบิณฑิกเศรษฐี" ที่เรียกเช่นนี้เพื่อให้ทราบว่าวัดนี้เป็นวัดที่อนาถบิณฑิกะสร้างถวายแต่ใช้ชื่อวัดของเจ้าของที่เดิม เพราะวัดแห่งนี้เดิมเป็นที่ของเจ้าเชต เศรษฐีเจ้าที่ดินในสมัยนั้น ซึ่งอนาถบิณฑิกะซื้อต่อมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลถึง 18 โกฏิ (เจ้าเชตกำหนดให้นำเหรียญทองมาปูเต็มพื้นที่ ๆ ต้องการซื้อ) และซ้ำยังต้องใช้ชื่อวัดเป็นชื่อของเจ้าเชตอีกด้วย จึงทำให้วัดนี้ได้นามตามเจ้าของเดิม ในขณะที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีเจ้าของที่ผู้สร้างวัดถวายไม่สามารถใส่ชื่อของตนไปในนามวัดได้ โดยวัดแห่งนี้อนาถบิณฑกเศรษฐีได้สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ สิ้นเงินไปอีก 36 โกฏิ จึงทำให้การสร้างวัดแห่งนี้มีราคาถึง 54 โกฏิ

         พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับจำพรรษาและบำเพ็ญพุทธกิจที่วัดแห่งนี้รวมถึง 19 พรรษา นับว่าเป็นวัดที่พระพุทธองค์ประทับจำพรรษานานที่สุด เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สัปปายะต่อการเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพราะเมืองสาวัตถีในสมัยนั้นเป็นเมืองที่มั่งคั่ง สงบ และมีการอุปถัมภ์บำรุงเป็นอย่างดีจากพระเจ้าปเสนทิโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี และประชาชนทั้งหลาย

         วัดแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวและพระสูตรสำคัญ ๆ ในพระพุทธศาสนามากมายเช่น เรื่องของพระองคุลิมาล, นางปฏาจาราเถรี, พระนางกิสาโคตมีเถรี, การถวายอสทิสทาน, เรื่องพระพุทธองค์ทรงดูแลภิกษุไข้, พราหมณ์จูเฬกสาฏก, ทรงพยากรณ์สุบินนิมิต 16 ประการ, นางกาลียักษิณี, นางจิญมาณวิกา ถูกแผ่นดินสูบ, พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ เป็นต้น ในส่วนพระสูตรนั้นมีจำนวนมาก ที่สำคัญ ๆ เช่น มหามงคลสูตร, ธชัคคสูตร, ทสธัมมสูตร, สาราณียธรรมสูตร, อหิราชสูตร, เมตตานสังสสูตร, คิริมานนทสูตร, ธัมมนิยามสูตร, อปัณณกสูตร, อนุตตริยสูตร, พลสูตร, มัคควิภังคสูตร, โลกธัมมสูตร, ทสนารถกรณธัมมสูตร, อัคคัปปทานสูตร, ปธานสูตร, อินทริยสูตร, อนริยสูตร และสัปปุริสธัมมสูตร โดยทั้งหมดทรงแสดง ณ วัดเชตวันแห่งนี้

(ข้อมูล วิกิพีเดีย)

 

 
   
   

   
     

     ได้เวลาพอสมควรก็ไปเยี่ยมชมบ้านองคุลีมาล และ บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกัน  นี่เป็นบ้านขององคุลีมาล ประวัติท่าน คงไม่ต้องบรรยาย เพราะเรียนกันมาตั้งแต่ประถมศึกษา

     ข้อที่น่าสังเกตุคือสถานที่ต่างๆในพุทธประวัตินี้ จะเป็นเพียงที่ก่ออิฐขึ้นมา บางที่ก่อขึ้นมาในภายหลังเพื่อเป็นเครื่องระลึกเตือนใจ

 

   
   

   
     

     นี้ บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี รูปทรงเหมือนกัน อยู่ตรงกันข้ามกับบ้านขององคุลีมาล 

 

   
   

   
     

      ขึ้นไปบนบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี

 

 

   
   

   
     

 

 

   
   

   
     

       สาวน้อยเหล่านี้ จะมาคอยขอเงินมีทุกที่ อย่าไปจ้องตาเชียวนะ จ้องตาเมื่อไหร่ ใจอ่อน ต้องให้เงินทุกที 10 รูปี(5 บาท) ให้ไปให้มา ก็หมดไปหลาย

 

 

   
   

   
     

     ที่นี่คือที่ต่อไปที่เราจะไปเยี่ยมเยือน แดนมหามงคลชัย ก่อสร้างโดยอุบาสิกาบงกช สิทธิผล

     ต่อไปนี้คือประวัติเท่าที่ค้นมาของ อุบาสิกาบงกช สิทธิผล

      สละทางโลกตั้งแต่อายุ 29 ปี ปัจจุบันอายุ 60 ปี (เมื่อปี พ.ศ. 2550)แต่จะเชื่อไหมว่าหน้าตาท่านเหมือนคนอายุ 30 ปลายๆ เท่านั้น อุบาสิกาบงกช สิทธิผล หรือแม่ในแดนธรรม

      ในอดีตท่านเคยเป็นคฤหัสถ์ ครองเรือน มีความรับผิดชอบและรู้จักหน้าที่ของตนต่อมาท่านได้ปฏิบัติธรรมจนเข้าใจหลักธรรม ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ และจรณะคือความประพฤติมีคุณธรรม ความประพฤติที่ดีงามมากมาย มีศีลบริบูรณ์ มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยละความเห็นว่าเป็นตัวของตน เป็นต้น ท่านทำนุบำรุงส่งเสริมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและนานาประเทศ

 

 

   
   

   
     

      (รูปนี้ได้มาจากเว็บลานธรรม http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=32256)

       วันที่ไปนั้นทางสถานปฏิบัติธรรมนี้ไม่อนุญาติให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไปด้วย จึงต้องขวนขวายหารูปมา ไปเจอจากเว็บลานธรรม ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ด้านหลังกำลังก่อสร้างมหาเจดีย์ ต้องบอกว่ามหาเจดีย์เพราะมีขนาดใหญ่มากจริงๆ วันที่ไปยังไม่แล้วเสร็จ

       ที่นี่จะมีอุบาสิกา น่งขาวห่มขาว พูดจานิ่มนวนมาก คอยอำนวยความสะดวก นำเยี่ยมชม  มีนักปฏิบัติเดินจงกรมอยู่หลายคน เป็นสถานที่ที่สวยงาม ใหญ่โต และจะเป็นสถานที่น่าเยี่ยมชมอีกแห่งหนึงในอนาคต

 

 

   
   

   
     

 (รูปนี้ได้มาจากเว็บลานธรรม http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=32256)

 

 

   
   

   
     

             สถานที่ถัดมาที่ได้มานมัสการบูชาคือสถานที่ที่พุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์

             ยมกปฏิหาริย์ คืออะไร  มีเรื่องกล่าวไว้ขอคัดาจาก พุทธประวัติทัศนศึกษา โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี)
          ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากพระนครไพศาลี มาประทับยังพระเวฬุวันวิหาร ณ พระนครราชคฤห์ อีกวาระหนึ่ง...

           เศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ในพระนครราชคฤห์ ได้ไม้จันทร์แดงท่อนใหญ่มาท่อนหนึ่งมีค่ามาก ดำริว่า

           บัดนี้ มีมหาชนโจษจันกันทั่วไปว่า ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้นี้เป็นพระอรหันต์ แม้สมณะก็มีหลายท่าน ที่ประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ เราไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์ ที่เราควรจะเคารพนบไหว้ แล้วยอมตนเป็นสาวก บัดนี้ เห็นควรจะทดลองให้ปรากฏชัดแก่ตาของเราเอง

           จึงให้ช่างไม้กลึงไม้จันทร์แดงท่อนนั้นเป็นบาตร ให้เอาไม้ไผ่มาปักลงที่หน้าเรือน ต่อไม้ไผ่ให้สูงถึง ๑๕ วา แล้วให้เอาบาตรผูกแขวนไว้บนปลายไม้นั้น ให้ประกาศว่า

           ถ้าว่า พระอรหันต์มีอยู่ ขอเชิญให้ท่านผู้นั้นจงเหาะมาในอากาศ แล้วถือเอาบาตรไม้จันทร์แดงนี้ตามปรารถนา และข้าพเจ้าพร้อมด้วยบุตรภรรยาจะเคารพนบนอบยอมตนเป็นสาวก นับถือบูชาตลอดชีวิต หากภายใน ๗ วันนี้ ไม่มีผู้ใดที่ทรงคุณ เป็นพระอรหันต์ เหาะมาถือบาตรแล้ว เราจะถือว่า ในโลกนี้ ไม่มีพระอรหันต์ดังที่มหาชนกล่าวขวัญถึงเลย......

           ในเวลานั้น ได้มีบุคคลหลายคนที่แสดงตนว่า เป็นพระอรหันต์ ด้วยอุบายต่างๆ และจะขอรับบาตรไป แต่มิได้เหาะไปถือเอาตามประกาศ ท่านเศรษฐีก็ยืนกรานไม่ยอมให้ทุกราย แม้เวลาจะได้ล่วงเลยไปแล้ว ๖ วัน จนเข้าวันที่ ๗ แล้ว ก็ยังไม่ปรากฎว่า มีผู้ใดได้เหาะมาถือเอาบาตรตามประกาศของท่านราชคฤห์เศรษฐีนั้น

           ประจวบกับในเช้าวันนั้น ท่านมหาโมคคัลลานะเถระ กับพระปิณโฑลภารทวาชะเถระ ได้ร่วมทางเดินมารับบาตรในพระนครคฤห์ หยุดยืนห่มจีวรอยู่ที่พื้นหินก้อนใหญ่ในภายนอกเมือง พระมหาเถระทั้งสองได้ยินเสียงมหาชนสนทนากันว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗ วันสุดท้ายของวันประกาศ ของท่านราชคฤห์เศรษฐีแล้ว ยังไม่ปรากฏว่า มีพระอรหันต์องค์ใด เหาะมาถือบาตรไม้จันทร์แดงไปเลย พระอรหันต์คงจะไม่มีอยู่ในโลกนี้แน่แล้ว วันนี้แหละเราจะได้รู้ทั่วกันว่า ในโลกนี้จะมีพระอรหันต์จริงหรือไม่??

           พระมหาโมคคัลลานะเถระได้ปราศรัยกับพระปิณโฑลภารทวาชะเถระว่า

           ได้ยินไหมท่าน ? ผู้คนกำลังกล่าวดูหมิ่นพระศาสนา เป็นการเสื่อมเสียถึงเกียรติพระบรมศาสดา ตลอดถึงพระอรหันต์ทั้งหลายด้วย ฉะนั้น นิมนต์ท่านเหาะไปเอาบาตรไม้จันทร์แดงลูกนั้นเสียเถิด จะได้เปลื้องคำนินทาว่าร้ายนั้นเสีย

           เมื่อพระปิณโฑลภารทวาชะเถระ ได้โอกาสจากพระมหาโมคัลลานะผู้เป็นอัครสาวกเช่นนั้นแล้ว ก็เข้าสู่จตุตถฌาน อันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญา ทำอิทธิปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปในอากาศ กับทั้งแผ่นหินใหญ่ ซึ่งยืนเหยียบอยู่นั้นด้วย เลื่อนลอยไปดุจปุยนุ่นปลิวไปตามสายลม

           พระเถระเจ้าเหาะเวียนรอบพระนครราชคฤห์ ปรากฏแก่มหาชนทั่วไป ชนทั้งหลายพากันเอิกเกริกร้องชมปาฏิหาริย์เสียงลั่นสนั่นไป

           ครั้นพระมหาเถระเจ้าเหาะเวียนได้ ๗ รอบแล้ว ก็สลัดแผ่นหินที่เหยียบอยู่นั้น ให้ปลิวตกไปยังที่เดิม แล้วเหาะมาลอยอยู่เบื้องบนแห่งเรือนท่านเศรษฐีนั้น......

           เมื่อท่านเศรษฐีได้เห็นเช่นนั้น ก็เกิดปีติเลื่อมใสสุดที่จะประมาณ ได้หมอบกราบจนอุระจดถึงพื้น แล้วร้องอาราธนาพระเถระเจ้าให้ลงมาโปรด

           เมื่อพระปิณโฑลภารทวาชะเถระลงมานั่งบนอาสนะที่ท่านเศรษฐีได้จัดตกแต่งไว้เป็นอันดีแล้ว ท่านเศรษฐีก็ให้นำบาตรไม้จันทน์แดงนั้นลงมาบรรจุอาหารอันประณีตลงในบาตรนั้นจนเต็ม แล้วน้อมถวายพระเถระเจ้าด้วยคารวะอันสูง พระเถระเจ้ารับบาตรแล้ว ก็บ่ายหน้ากลับยังวิหาร..

           ฝ่ายชนทั้งหลายที่ไปธุระกิจในที่อื่นเสีย กลับมาไม่ทันได้เห็นปาฏิหาริย์นั้น ก็รีบพากันติดตามพระเถระเจ้าไปเป็นอันมาก ร้องขอให้ท่านเมตตาแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ให้ชมบ้าง พระเถระเจ้าก็แสดงปาฏิหาริย์ให้ชนทั้งหลายนั้นชมตามปรารถนา แล้วไปสู่วิหาร

           พระบรมศาสดาได้ทรงสดับเสียงมหาชนอื้ออึง ติดตามพระปีณโฑภาระทวาชะมาเช่นนั้น จึงตรัสถามพระอานนท์ว่า

           “ เสียงอะไร ”

           พระอานนท์ก็กราบทูลให้ทรงทราบ จึงรับสั่งให้หาพระปิณโฑลภารทวาชะเถระมาถาม ครั้นทรงทราบความแล้ว ก็ทรงตำหนิว่า เป็นการไม่สมควร แล้วโปรดให้ทำลายบาตรไม้จันทน์แดงนั้น ย่อยให้เป็นจุณ แจกพระสงฆ์ทั้งหลายบดให้เป็นโอสถใส่จักษุ ทั้งทรงบัญญัติห้ามสาวกทำปาฏิหาริย์สืบไป

           ฝ่ายเดียรถีย์ทั้งหลายได้ทราบเหตุนั้นแล้ว ก็พากันดีใจ คิดเห็นไปว่า ตนได้โอกาสจะยกตนแล้ว ก็ให้เที่ยวประกาศว่า

           “ เราจะทำปาฏิหาริย์แข่งฤทธิ์กับพระสมณะโคดม

           ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูราชทรงสดับข่าวเช่นนั้น ก็เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลถามว่า

           “ ได้ทราบว่า พระองค์ทรงบัญญัติห้ามพระสาวกทำปาฏิหาริย์หรือประการใด ? ”

           เมื่อพระบรมศาสดาทรงรับว่า

           “ดูกร มหาบพิตร เป็นจริงอย่างที่ทรงทราบ ”

           พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทูลต่อไปอีกว่า

           “บัดนี้ พวกเดียรถีย์ กำลังเตรียมการทำปาฏิหาริย์ พระองค์จะทำประการใด?”

           “ดูกรมหาบพิตร ทรงรับสั่ง ถ้าเดียรถีย์ทำปาฏิหาริย์ ตถาคตก็จะทำบ้าง “

           “ข้าแต่พระสุคต ก็พระองค์ทรงบัญญัติห้ามทำปาฏิหาริย์แล้ว มิใช่หรือ? “

           “จริงอย่างมหาบพิตรรับสั่ง แต่ตถาคตห้ามเฉพาะพระสาวกเท่านั้น หาได้ห้ามการทำของตถาคตเองไม่ “

           “ข้าแต่พระบรมครู พระองค์ทรงบัญญัติห้ามผู้อื่น แต่พระองค์เว้นไว้เช่นนั้นหรือ “

           “...ดูกรมหาบพิตร ผิฉะนั้น ตถาคตจะถามพระองค์บ้าง พระราชอุทยานของมหาบพิตรทั้งหลายนั้น ถ้าคนทั้งหลายมาบริโภคผลไม้ต่าง ๆ มีผลมะม่วง เป็นต้น ในพระราชอุทยานนั้น พระองค์จะทำอันใดแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น “

           “ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ก็จะให้ลงทัณฑ์แก่คนเหล่านั้น “

           “ดูกรมหาบพิตร ผิวะพระองค์เสวยผลไม้ ในพระราชอุทยานนั้นเล่า ควรจะได้รับอาชญาหรือไม่ ประการใด? “

           “ข้าแต่พระบรมครู ข้าพระองค์เป็นเจ้าของ บริโภคได้ ไม่มีโทษ “

           “ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคตก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน เหตุนั้น ตถาคตจึงจะทำยมกปาฏิหาริย์ เยี่ยงอย่างพุทธประเพณีสืบมา “

           พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทูลถามว่า

           “ เมื่อใด พระองค์จะทรงทำปาฏิหาริย์ ”

           “ นับแต่นี้ไปอีก ๔ เดือน ถึงวันเพ็ญอาสาฬหมาส เดือน ๘ ตถาคตจึงจะทำปาฏิหาริย์”

           “ พระองค์จะทรงทำ ณ สถานที่ใด พระเจ้าข้า ”

           “ ดูกรมหาบพิตร ตถาคตจะทำปาฏิหาริย์ ณ ที่ใกล้พระนครสาวัตถี “

           ครั้นเดียรถีย์ทั้งหลายได้ทราบข่าวนั้น ก็เตรียมพร้อมที่จะติดตามไปทำปาฏิหาริย์ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับประกาศให้มหาชนทราบด้วยว่า พระสมณะโคดมจะหนีเราไปทำปาฏิหาริย์ ณ เมืองสาวัตถี เราทั้งหลายจะพากันติดตาม ไม่ยอมให้หนีไปให้พ้น

           ส่วนพระบรมศาสดาเสด็จกลับจากบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์แล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเดินไปพระนครสาวัตถี โดยลำดับแห่งมรรคา ด้วยความสบายไม่รีบร้อน ประทับพักแรมตามระยะทาง แม้เหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายก็พากันติดตามพระบรมศาสดาจนถึงพระนครสาวัตถี

           ครั้นถึงพระนครสาวัตถีแล้ว ได้จัดสร้างมณฑป ประกาศแก่ชาวเมืองว่า จะทำปาฏิหาริย์ที่มณฑปนั้น

           ครั้งนั้น พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ทรงทราบข่าวว่า พระบรมศาสดา เสด็จมาประทับยังพระเชตวันวิหารแล้ว จึงเสด็จออกมาเฝ้าแล้วกราบทูลว่า

           “ บัดนี้ เหล่าเดียรถีย์จัดทำมณฑป เพื่อแสดงปาฏิหาริย์ หม่อมฉันจะทำมณฑปถวาย เพื่อเป็นที่แสดงปาฏิหาริย์”

           ครั้นพระบรมศาสดาทรงห้าม ก็ทูลถามว่า

           “พระองค์จะทรงทำปาฏิหาริย์ ณ สถานที่ใด? ”

           พระบรมศาสดาตรัสว่า

           “ ตถาคตจะทำปาฏิหาริย์ ณ ที่ใกล้ร่มไม้คัณฑามพพฤกษ์ (ไม้มะม่วง) “

           เมื่อเดียรถีย์ได้ล่วงรู้ข่าวนั้นแล้ว ก็ให้จัดการทำลายบรรดาต้นมะม่วงในบริเวณนั้นทั้งสิ้น แม้แต่เมล็ดมะม่วงที่เพิ่งงอกขึ้น ก็มิให้มี เพื่อมิให้เป็นโอกาสแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำปาฏิหาริย์ ดังพระวาจาที่ทรงรับสั่งแก่พระเจ้าปัสเสนทิโกศล

           ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน ๘ เวลาเช้า

           พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ยังมิทันจะถึงพระนคร ขณะนั้น นายอุทยานบาล ชื่อว่า คัณฑะผู้รักษาสวนหลวง ได้เห็นผลมะม่วงผลใหญ่ผลหนึ่ง สุกอยู่บนต้น มีกิ่งใบบังอยู่ มดแดงตอมอยู่โดยรอบ กาก็กำลังจ้องจะเข้าจิกกิน นายคัณฑะดีใจจึงไล่กาให้บินหนีไปแล้ว สอยผลมะม่วงสุกนั้นลงมา มุ่งจะเอาไปถวายพระเจ้าปัสเสนทิโกศล เดินมาในระหว่างทาง ก็ประจวบพบพระผู้มีพระภาคเจ้า มีศรัทธาเลื่อมใส จึงได้น้อมผลมะม่วงสุกผลนั้นเข้าไปถวายพระบรมศาสดา

           ครั้นพระองค์ทรงรับแล้ว ประสงค์จะประทับนั่งเสวยผลมะม่วง ณ ที่ตรงนั้น พระอานนท์เถระเจ้าก็ปูลาดอาสนะถวายตามพระพุทธประสงค์ พร้อมกับเอาผลมะม่วงนั้น ทำเป็นอัมพปานะถวายให้ทรงเสวย...

           ครั้นพระบรมศาสดาทรงเสวยอัมพปานะแล้ว จึงรับสั่งให้นายอุทยานบาลนั้นเอาเมล็ดมะม่วงนั้นปลูกที่พื้นดิน ณ ที่ตรงนั้น แล้วพระบรมศาสดาก็ทรงอธิษฐานล้างพระหัตถ์รดเมล็ดมะม่วงนั้น ซึ่งเพิ่งเพาะในขณะนั้น

           ด้วยพระพุทธานุภาพ เมล็ดมะม่วงก็เริ่มงอกในทันใดนั้นเอง แล้วเริ่มเกิดเป็นลำต้น แตกใบ แตกกิ่งก้านสาขาโดยลำดับ จนต้นมะม่วงใหญ่สูงได้ ๑๒ วา ๒ ศอก พร้อมกับตกช่อ ออกดอก ออกผล อ่อน แก่ สุก ถึงงอม หล่นตกลงภาคพื้นออกเกลื่อนกล่น มหาชนเดินผ่านมาก็เก็บบริโภค มีรสหวานสนิท ไม่ช้าข่าวมะม่วงพิเศษ ซึ่งเป็นของอัศจรรย์ก็แพร่ไปทั่วพระนคร ประชาชนก็พากันสัญจรหลั่งไหลมาชมเป็นอันมาก สุดที่จะประมาณ

           ลำดับนั้น พระเจ้าปัสเสนทิโกศล จึงโปรดให้จัดรักษาต้นมะม่วง ตลอดที่ในบริเวณนั้น ป้องกันมิให้ใครเข้ามาทำอันตราย

           คนทั้งหลายมาชมแล้ว บ้างก็เก็บกินตามประสงค์ แล้วชวนกันด่าแช่งเหล่าเดียรถีย์ว่า เป็นคนชั่วช้า มีเจตนาร้าย จ้างให้คนทำลายต้นมะม่วง แม้แต่เมล็ดงอกก็ไม่ให้เหลือ เพื่อจะมิให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทำปาฏิหาริย์ให้สมจริงดังพระวาจา

           บัดนี้ คัณฑามพพฤกษ์เกิดขึ้นเป็นลำดับสูงใหญ่ยิ่งกว่าที่เคยเห็นมาแต่กาลก่อนแล้ว พวกเจ้าจะว่าประการใด

           บางคนที่คนองกาย ก็เอาเมล็ดมะม่วงขว้างเดียรถีย์ เย้ยหยันให้ได้อาย

           ในเวลาเที่ยงวันนั้นเอง ท้าวสักกะอมรินทราธิราชได้บันดาลให้เกิดพายุใหญ่พัดเป็นธุลีรอบบริเวณนั้น พัดมณฑปของเดียรถีย์ทำลายลงสิ้น ทั้งบันดาลให้ฝนลูกเห็บใหญ่ตกถูกเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่สามารถจะทนทานอยู่ได้ ต้องพากันหนีไปจากที่นั้นสิ้น ปูรณกัสสปหัวหน้าเดียรถีย์ทั้งหลาย ได้รับความอับอาย น้อยใจเป็นที่สุด ได้ใช้เชือกผูกหม้อข้าวยาคูพันเข้ากับคอของตนแล้วกระโดดลงแม่น้ำ ทำลายชีวิตตนเองเสีย

           ครั้นเพลาบ่าย ประชาชนทั้งหลายได้มาประชุมกัน ณ บริเวณรอบต้นคัณฑามพพฤกษ์เป็นอันมาก

           จึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เพื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ประทับยืน ณ ที่หน้าพระวิหาร ขณะนั้น พระสาวกและสาวิกาทั้งหลายที่มีฤทธิ์ ต่างก็เข้าเฝ้า ขอประทานโอกาสทำปาฏิหาริย์ถวาย พระบรมศาสดาไม่ทรงประทาน

           ต่อนั้นพระบรมศาสดาก็ทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญา ทรงทำปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปในอากาศ เสด็จดำเนินไปมา ณ พื้นรัตนจงกรม แล้วทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิตเหมือนพระองค์ขึ้นองค์หนึ่ง แสดงอิริยาบถให้ปรากฏสลับกับพระองค์ คือพระองค์เสด็จประทับยืน พระพุทธนิรมิตเสด็จนั่ง พระองค์ประทับนั่ง พระพุทธนิมิตประทับยืน ทุก ๆ อิริยาบถสลับกัน บางทีพระพุทธนิมิตตรัสถาม พระองค์ตรัสตอบ พระองค์ตรัสถามบ้าง พระพุทธนิมิตตอบบ้าง

           ในที่สุดทรงทำปาฏิหาริย์ให้เกิดท่อน้ำ ท่อไฟ พวยพุ่งออกจากพระกายเป็นคู่ ๆ รอบ ๆ พระกาย เป็นสาย ๆ ไม่ระคนกันสว่างงามจับท้องฟ้านภากาศ เป็นมหาอัศจรรย์ยิ่งนัก

           ...ครั้งนั้น เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประชุมกันชมพระพุทธปาฏิหาริย์มากมายสุดที่จะคณนา พระบรมศาสดาทรงทำปาฏิหาริย์แล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทที่สันนิบาตประชุมกันอยู่ในที่นั้น ในเวลาจบพระธรรมเทศนา พุทธบริษัททั้งเทพดาและมนุษย์ ได้บรรลุอริยมรรคอริยผล เป็นอันมาก
 

 

   
         จากนั้นเดินทางต่อเพื่อเข้าประเทศเนปาลที่นี่เป็นที่ตั้งของ สถานที่ประสูติของพุทธองค์ เป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่อยู่ในประเทศอินเดีย