Intro :

       " อะไร อะไร ก็เป็นไปได้ในอินเดีย "

        ภาพและข้อความ ทั้งหมดต่อไปนี้มิใช่ภาพชีวิตของอินเดียทั้งหมด มุมที่งดงาม สังคมที่ร่ำรวยสังคมไฮโซในอินเดียจากคำบอกเล่านั้นก็ยังมีอยู่อีกมุมหนึ่ง แต่มุมที่เราได้ไปสัมผัสเป็นสังคมแบบชาวบ้านธรรมดาๆ ทำให้เห็นว่า สังคมชีวิตของอินเดียนั้นมันสุดโต่งทั้งสองด้าน อินเดียได้ชื่อว่าเป็นเลิศทางการแพทย์ ทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มีโรงงานผลิตรถยนต์เอง แต่อีกมุมหนึ่งอินเดียเต็มไปด้วยคนยากจน การสาธารณสุขที่แย่มากๆ การเชื่อถือลัทธินิยม ประเพณีต่างๆ เรื่องราวทั้งหมดได้ถูกถ่ายทอด ถูกบรรยายจากไกด์ให้ฟังตลอดการเดินทาง

           " เอ้อ...ก่อนอื่นผมขอชี้แจงกล่าวบอกก่อนนะครับ การนำเที่ยวครั้งนี้ ถ้าสงสัยตอนไหน ระหว่างทาง ท่านถามได้เลยนะครับ แต่ขอสองคำถาม อย่าถามผมเลยนะครับ  1 ......นี่ นี่ ไกด์ นั่นต้นอะไรหน่ะ  นั่นต้นอะไรหน่ะ    2 ....นี่ไกด์ นี่ไกด์ นั่นนกอะไรหน่ะ  บอกตรงๆว่าคำถามทั้งสองนี้ทำผมเสียศูนย์มานักต่อนักแล้ว บางทีเห็นนกอยู่ไกลลิบก็ถามมา บังคับให้ตอบให้ได้  ผมต้องตอบไปว่า เอ้อ นกอัทเธอร์ ครับ "

           เสียงบรรยายผ่านเครื่องเสียงบนรถ   นั่งนึกในใจอยู่ นกอะไรหว่า นกอัทเธอร์   อ๋อ รู้แล้ว นกother  นกอื่นๆ

         " สมัยผมมาบวชเป็นพระในอินเดีย "

         เสียงไกด์บรรยายต่อ เพื่อไม่ให้เกิดความเซ็งเพราะต้องนั่งรถระยะยาว 12 ชั่วโมง

         "  บวชใหม่ๆ กับเพื่อนด้วยกันสององค์ วันหนึ่ง มีโยมชาวบ้านแขกอินเดียมานิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านสององค์กับเพื่อนที่บวชด้วยกันใหม่ๆ ผมนึกกระหยิ่มในใจ ชำเลืองมองดูหลวงตาอีกรูปหนึ่งที่แกอยู่มานานแต่ไม่เคยได้รับกิจนิมนต์ไปฉันเพลเลย พลางมองดูตัวเอง คิดไปเรื่อย เอ..ตัวเราถ้าจะรูปหล่อพอตัว โยมแขกอินเดียพวกนี้ถึงมานิมนต์เรา พลางคิดไปถึงว่า เอ หรือว่าเค้าจะเอาเราไปเป็นลูกเขยหว่า ได้ข่าวว่าการแต่งงานในอินเดียนั้น ผู้หญิงต้องมาสู่ขอผู้ชาย สินสอดทองหมั้น ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายเรียกร้องและต้องได้ตามที่เรียกร้องผู้หญิงถึงจะมีสิทธิ์ที่จะแต่งงานกับฝ่ายชายได้   เอาละวา ขอเรียกรถยนต์ทาทา สักคัน ไอโฟนสักเครื่อง  บ้านสักหลัง เงินสักนิดๆหน่อยๆ คิดไปเรื่อยเปื่อย "

          เสียงไกด์ยังคงเล่าเรื่องอดีต ส่วนญาติธรรมนักแสวงบุญครั้งนี้นั่งฟังกันเงียบกริบด้วยความสนใจมีบางส่วนหลังรถยังนั่งคุยกันเองสอดแทรกมาบ้าง

          " ถึงวันที่เค้านิมนต์ไว้ แขกมันเอารถตุ๊กๆสามล้อมารับ เรานั่งไปยังบ้านของแขก เป็นบ้านของชาวนาเกษตรกรที่ปลูกข้าวสาลี ไปถึงแขกมันก็นิมนต์ให้ลงไปนั่งรอในบ้าน มันคงคุ้นเคยกับพระไทยเป็นอย่างดี จึงรู้ระเบียบประเพณีพอสมควร พอได้เวลาอาหารก็ยกสำรับกับข้าว มาตั้งพร้อมถวาย อาหารก็เป็นอาหารแบบของแขก  เราทั้งสองไม่มีปัญหา เพราะพอจะคุ้นเคยกับอาหารแขกบ้างแล้ว จัดการฉลองศรัทธา จนเรียบร้อย นึกอยู่ในใจว่า ฉันเสร็จเดี๋ยวเค้าคงมีจตุปัจจัยถวายใส่ซองให้บ้างหรอก เค้าคงรู้ธรรมเนียประเพณีเราดีน่า "

          ตอนนี้เสียงที่คุยกันหลังรถเงียบลงแล้ว คงนั่งลุ้นันว่าแขกมันจะถวายให้เท่าไร

          " ฉันอาหารเสร็จ แขกบอกนิมนต์นายอย่าเพิ่งกลับนะนายจ๋า   นั่นไงว่าแล้วมันต้องรู้ธรรมเนียมแน่ๆ  มันนิมนต์ให้ไปนั่งพักที่หลังบ้าน  ไปนั่งพักหลังบ้านมันได้สักพัก  แขกมันเดินมาหา บอก อีนี่นายจ๋านิมนต์ไปช่วยเกี่ยวข้าวหน่อยนะนายจ๋า .....หา ว่าไงนะ   เอ้อ..อีนี่นิมนต์นายทั้งสองไปช่วยเกี่ยวข้าวหน่อยนะนายจ๋า"

         ถึงตอนนี้คดีพลิก นั่งนึกขำในใจ ไกด์เราเจอดีเข้าให้แล้ว

         " ผมกับเพื่อนต้องลงไปเกี่ยวข้าวลงแขกกับเขาด้วย เกี่ยวเสร็จ แขกมันบอกว่า อีนี่นายจ๋าประเพณีที่นี่ใครเกี่ยวได้เท่าไรก็ต้องขนไปที่ยุ้งเท่านั้นนะนายจ๋า ตกลงวันนั้นฉันเสร็จต้องช่วยแขกเกี่ยวข้าว และขนเข้ายุ้งเสร็จสรรพ นี่แหละครับแขกอินเดีย อะไร อะไร ก้เป็นไปได้ในอินเดีย"

         

         เสียงบรรยายสลับเรื่องเล่าต่างๆ แบบนี้จะค่อยๆถ่ายเทจาก สองไกด์ที่เคยมาศึกษาและอยู่อินเดียมานานหลายปีเที่ยวจนทะลุปรุโปร่งแทบทุกที่ในอินเดีย ทั้งสองสลับกันทำหน้าที่ผลัดกันเล่าบรรยายตลอดทางทำให้การเดินทางครั้งนี้ ไม่รู้สึกน่าเบื่อหน่าย

 

   
   
         
              

        Episode 1      จากสุวรรณภูมิมุ่งสู่สนามบินจันดราโบ๊สเมืองกัลกัตตา

          คณะญาติธรรมมาจากทั่วทุกทิศ เป็นพระ 14 รูป และฆราวาสญาติธรรมอีกประมาณ30คน พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องเจ็ตแอร์เวย์ สายการบินของอินเดีย เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบิน จันดราโบ๊ส เมืองกัลกัตตา เช็คความเรียบร้อย ผ่านตม. แล้วขึ้นไปนั่งบนเครื่อง สักพัก เครื่องก็เริ่มทะยานมุ่งสู่แดนพุทธิภูมิ เหลียวมองนาฬิกา เวลา 06.41 น. บนเที่ยวบินนี้ ดูเหมือนจะมีคนไทยมากเป็นพิเศษ เพราะเจอคณะแสวงบุญอีก1คณะ  โฮสเตสเสริฟอาหารเป็นผัดไทยสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ  เครื่องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษก็ถึงเมืองกัลกัตตา แล่นลงสนามบิน จันดราโบ๊ส มองเวลา 07.41 น. เอ๊ะไหงแค่ชั่วโมเดียว อ้อ...มันเวลาท้องถิ่นอินเดีย เวลามันโรมมิ่งอยู่ ตรงกับเวลาเมืองไทยก็ประมาณ 09.11 น.         

 

 

   
   

         

   
             

       ถึงสนามบิน จัดการตรวจเอกสาร  เห็นช่อง Diplomat ว่างอยู่ เลยลองไปเลียบๆเคียงๆดู เพราะตอนไปพม่าเคยเข้าช่องนี้มาแล้ว คนก็ไม่ค่อยมีไม่ต้องไปแย่งกับคนอื่น  ตม.แขกมันเห็นมายืนเก้ๆกังๆ มันเลยกวักมือเรียก  เฮ้ ยู เข้ามาเลย นั่นไงแผนนี้ได้ผลมาเยอะแล้ว แขกมันถามด้วยสำเนียงอังกฤษแบบแขก จับใจความได้ว่า ยูจะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่  เลยตอบมันไปเป็นอังกฤษแบบลูกทุ่งไทยบ้าง  March the Sixth มันมองหน้างงๆ ไม่รู้ฟังจับใจความได้หรือเปล่า เสร็จแล้วมันสั่นหน้า OK OK  เท่านี้ทุกอย่างก็เรียบร้อย   เดินผ่านมาสบายๆ หลวงพี่ที่เหลือรูปอื่นๆที่ไปต่อแถวช่องบุคคลธรรมดา  เลยถือโอกาสมาเข้าช่องนี้กันบ้างแขกมันก็ไม่ว่าอะไร ผ่านได้ฉลุย

 

 

   
   

   
     

   หน้าสนามบิน เป็นสนามบินใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้ไม่นานมานี้เอง แอร์เย็นฉ่ำ  ห้องน้ำสะอาด แต่ห้องส้วมมีน้อยไป   รับกระเป๋าเสร็จสรรพก็เดินตามกันออกมาภายนอกสนามบิน สนามบินดูโอ่โถงดี เป็นสนามบินเปิดใหม่ เพิ่งเปิดใช้ไม่นานมานี้

 

 

   
         
   

   
     

      ที่หน้าสนามบิน มีรถโค๊ช ประมาณ 50 ที่นั่ง มารอรับอยู่แล้ว รถคันนี้จะคอยรับส่งและนำพาเราเที่ยวตลอด 12 วัน ก้าวแรกที่ขึ้นไปบนรถโค๊ช ก็ได้กลิ่นแขกเข้ามาทันที เป็นกลิ่นน้ำหอมแบบแขก ส ภาพรถ ดี แต่เทียบกับรถโค๊ชนำเที่ยวของบ้านเราแล้วคนละเรื่องกัน

 

 

   
            
   

   
     

          คันนี้แหละครับ ไม่มีห้องน้ำบนรถ ห้องน้ำที่ใช้ระหว่างทางเป็นห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในทุ่งข้างทาง

       " อันที่จริง รัฐบาลก็สนับสนุนให้ชาวบ้านมีส้วมซึมใช้กันนะครับ ถึงขนาดรัฐบาลแจกโถส้วมคอห่านมาให้ประชาชนฟรีๆทุกๆบ้าน แต่ชาวบ้านพอได้มา กลับเอาไปขายซะนี่  ก็เขาเคยชินของเขาแบบนี้"

         เสียงไกด์บรรยายให้ฟัง  อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง  เข้าเมืองหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม  แต่ไม่จำเป็นจริงๆ ขอเก็บไว้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงที่พักดีกว่า

 

 

   
   

      

   
     

      ออกจากสนามบิน ยังเช้าอยู่ รถกำลังติดอยู่ การจราจรที่นี่ค่อนข้างสับสนอลหม่านมาก แต่ก็ไม่ค่อยเห็นรถเฉี่ยวชนกันมากนัก ที่นี่รถคันไหนขาดเสียงแตร ก็เหมือนรถพิการ ดังนั้นท้องถนนจึงเต็มไปด้วยเสียงแตรวุ่นวายไปหมด รถที่วิ่งขับสวนเลนมาเป็นเรื่องธรรมดา

 

 

   
   

   
         

         จากโกลกัตตา ต้องเดินทางอีกประมาณ 500  กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13 ชั่วโมง เส้นทางไปเมืองคยาถนนค่อนข้างดี แต่รถใช้เวลาวิ่งนานเพราะรถที่นี่ขับกันแบบหวานเย็น ระหว่างทางต้องแวะร้านอาหารเพื่อพักรับอาหารกลางวันกัน ร้านอาหารก็ตามสภาพที่เห็น มีห้องน้ำบริการ สะอาดพอใช้ได้

 

 

   
   

   
     

     มื้อกลางวันนี้เป็นมื้อฉุกละหุก จึงมีอาหารแขกปะปนมาด้วย ผสมอาหารไทยที่ทำมาจากเมืองไทย แผ่นแป้งที่นำมาแปะปากโอ่งให้สุกเรียกว่า "นาน" ทะยอยนำมาเสริฟ แผ่นแป้งชนิดเดียวกันนี้ถ้านำไปย่างบนกองไฟจะเรียก จาปะตี และแผ่นแป้งนี้เหมือนกันถ้านำไปทอดจะกลายเป็น โรตี ซะงั้น

 

 

   
   

   
     

      มีแกงสำหรับให้ "นาน" จิ้มด้วย ถ้วยสีเขียวๆเรียกว่า Palak Paneer (ปาลัก ปะนีร์) หรือ แกงผักโขมใส่ชีสชนิดหนึ่งของอินเดีย  ส่วนสีเหลืองๆเรียก บัตเตอร์ ปานีร์  เอามาจิ้มกินกับ นาน ก็ได้ หรือจะกินกับข้าวสวยร้อนๆก็ได้

       เส้นทางจากโกลกัตตาเป็นไฮเวย์4เลนตลอดสภาพถนนดี แต่แขกก็ขับรถกันแบบหวานเย็น ความเร็วดูแล้ว ก็สัก 80 กม./ชม. ใกล้ถึงเมืองคยามีงแยกเข้าไปอีก ประมาณ20 กม. ช่วงนี้ถนนไม่ค่อยดีนักทางแคบถนนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง

 

 

   
   

   
     

          หลังจากนั่งรถมายาวนาน กว่า 13 ชั่วโมง 3ทุ่มก็ถึงแล้ว ที่พักคืนนี้ วัดปากน้ำ(สาขา) ในเมืองคยา ห้องพักดีในระดับหนึ่ง ห้องหนึ่ง3เตียง  ปลั๊กไฟฟ้าที่นี่เป็นแบบ5รู ใครจะไปอินเดียให้ซื้อหัวต่อเพื่อให้ปลั๊กไฟฟ้าที่ใช้ในเมืองไทยใช้ได้ด้วย ส่วนไฟไฟ้ที่นี่ จะดับบ้างเป็นบางครั้ง กำลังอาบน้ำอุ่นอยู่ ไฟดับขึ้นมาก็ได้อาบน้ำเย็นกันบ้าง ที่วัดปาดน้ำจึงมีเครื่องปั่นไปตัวใหญ่คอยสำรองอยู่ คืนนี้เราจะพักกันที่นี่

         ที่นี่จะมีวัดไทย วัดธิเบต วัดญี่ปุ่น วัดเกาหลี อยู่มากในหลายเมืองโดยเฉพาะเมืองที่มีสังเวชนียสถานอยู่ วัดเหล่านี้จะรองรับที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย ดี แย่ตามแต่สภาพ แต่เท่าที่พักดู วัดไทยสภาพห้องพักจะดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับบริการคณะแสวงบุญชาวไทยจะมีบริการพิเศษอื่นอีกเช่น อาหาร3มื้อ ส่วนสภาพห้องพักที่แย่ที่สุดคงเป็นวัดเกาหลี

 

 

   
   

   
         
       

        สภาพห้องอาหาร วัดปากน้ำ

 

 

   
         
   

   
     

     วัดปากน้ำ มองภายนอกก็นึกว่าบ้านคนธรรมดานี่เอง

 

 

   
         
   

   
     

        เช้าวันอังคารที่ 25 กพ.2557 วันนี้จะเริ่มการเรียนรู้บนเส้นทางพุทธภูมิเป็นวันแรก ตื่นเช้ามาก็มีโอกาสได้เห็นภาพชีวิตที่เห็นกันเป็นประจำทุกวันๆ

 

  

   
   

   
     

       กลุ่มเด็กขอทานมานั่งรอที่ประตูวัดทุกวัน ตัวโตก็ขอเงิน ตัวเล็กๆก็ขอขนมกิน ภาพชีวิตเหล่านี้ได้เห็นทุกวัน ทุกที่ในแดนสังเวชนียสถาน

 

 

   
   

   
     

       เดินออกมาสำรวจอาณาบริเวณเก็บภาพยามเช้าอรุโณทัย

 

 

   
   

   
     

     กับทุ่งข้าวสาลีที่กำลังออกรวงสวยสด

 

 

   
   

   
     

        ยามเช้าน้ำค้างจับรวงข้าวสาลี อากาศวันนี้หนาวเย็น อุณภูมิประมาณ 13 องศาเซ็นเซียส ถัดนี้ไปอีกประมาณ 1 เดือน รวงข้าวสาลีนี้จะเหลืองสดใสกำลังพอดีเกี่ยว

 

 

   
   

   
     

      ภาพชีวิตที่เห็นหน้าวัดปากน้ำ

 

 

   
   

   
     

     เช้าวันนี้เราตื่นกันแต่เช้าจัดการอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว 7โมงเช้าเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งแรกคือ พุทธคยา เมื่อเดินเข้าอาณาบริเวณ รับรู้ได้ถึงความสุข ความร่มเย็น แม้ผู้คนจะพลุกพล่านแต่ก็ดูสงบ มีมนต์ขลัง

 

 

   
   

   
     

     ดอกไม้และมาลา สำหรับบูชาพุทธคยา มีจำหน่ายที่หน้าทางเข้า  ที่นี่ห้ามนำโทรศัพท์มือถือทุกชนิดเข้าไปเนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ถูกวางระเบิด จึงมีการเข้มงวด มีด่านเช็คเครื่องตรวจจับอาวุธทางเข้าถึง2จุด ส่วนกล้องถ่ายรูปอนุญาตให้นำเข้าได้แต่ต้องเสียค่านำเข้ามูลค่า 100รูปี ประมาฯ 50 บาท อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ไป 100บาทแลกได้ 180 รูปี

 

 

   
   

   
     

      คณะญาติธรรมที่เดินทางมาครั้งนี้

 

 

   
   

   
     

     ถึงแล้ว รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมากที่มีโอกาสที่ได้มา

 

   
   

   
     

      มีนักบวชในศาสนาพุทธและผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ทุกนิกาย มาชุมนุมกันที่นี่

 

 

   
   

   
     

     กลุ่มนี้เป็นนักแสวงบุญจากพม่านั่งสวดมนต์ทำวัตรเช้ากันที่ใต้ต้นไม้อันร่มรื่น

 

 

   
   

   
     

     กลุ่มนี้เป็นนักแสวงบุญชาวญี่ปุ่น จับจองที่สวดมนต์ด้านหน้า

 

 

   
   

   
        

          เจดีย์เล็กๆรายล้อมรอบองค์เจดีย์ใหญ่

 

 

   
   

   
     

      ที่เห็นนอนราบคือการกราบแบบธิเบต รียกว่าการกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ เป็นการแสดงความเคารพด้วยวิธีนอนพังพาบเหยียดมือ เท้า ออกไปจนสุดหล้าให้องคาพยพ 8 ตำแหน่ง คือ หน้าผาก ฝ่ามือทั้ง 2 หน้าอก เข่า ทั้ง 2 และปลายเท้าทั้ง 2 จรดพื้น ถือเป็นการสักการะอย่างสูงสุดต่อพระรัตนตรัย

 

 

   
   

   
     

     ส่วนคณะ "เศรษฐีบุญ"  เราจับจองที่ใต้ต้นโพธิ์เพื่อทำวัตรเช้ากัน

 

 

   
   

   
     

       มีคำวิเคราะห์ในบาลีไว้ว่า พุชฺฌติ  เอตฺถาติ   โพธิ  (รุกฺโข)   ความว่า  ชนย่อมตรัสรู้ที่ต้นไม้นั่นเหตุนั้นต้นไม้นั่นชื่อว่า (ต้นไม้)เป็นที่ตรัสรู้ (แห่งชนฉะนั้นต้นโพธินี้คือต้นๆไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ถือเป็นต้นไม้ประจำพระพุทธเจ้าเป็นสหชาติที่เกิดพร้อมกันกับพุทธองค์  เป็นสถานที่ที่พระองค์ประทับนั่งบนโพธิบัลลังค์นี้ก่อนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในคืนวันวิสาขบูชา 45ปีก่อนพุทธกาล และยังเชื่อกันว่าที่นี่เป็นที่ของพระพุทธเจ้าองค์อื่นอีกคือพระกกุสันโทพุทธเจ้า พระโคนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสโปพุทธเจ้า รวมทั้งจะยังเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปที่ชื่อว่า พระศรีอาริยเมตตรัยด้วย

    รายรอบพุทธคยาก็จะเป็นสัตตมหาสถานทั้ง7 เป็นที่พระพุทธองค์ได้เสวยวิมุตติสุขภายหลังการตรัสรู้ธรรมแล้วเป็นเวลา7สัปดาห์

 

 

   
   

   
     

     ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ นี้แหละ ที่พุทธองค์ตรัสรู้ แต่ต้นนี้น่าจะเป็นรุ่นหลานแล้ว แต่สถานที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

 

   
   

   
     

     รับรู้ถึงความร่มรื่น ณ ลานพระศรีมหาโพธิ์นี้

 

 

   
   

   
            

     คณะญาติธรรม"เศรษฐีบุญ" ทำวัตรเจริญสมาธิเสร็จก็ถ่ายรูปร่วมกัน

 

 

   
   

   
          

      ที่นี่บังเอิญได้มีโอกาสเจอและกราบหลวงปู่ทอง วัดพระธาตุศรีจอมทอง ด้วยเป็นที่อัศจรรย์จริงๆ

 

 

   
   

   
     

     เสาอโศกแรกที่ได้เห็นในดินแดนอินเดีย “เสาอโศก” หรือ “เสาแห่งพระเจ้าอโศก” เป็นเสาสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในผืนแผ่นดินแห่งชมพูทวีปเมื่อครั้งอดีตกาล สร้างขึ้นโดยพระราชโองการของพระเจ้าอโศก กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะ สร้างเป็นเสาศิลาปักตั้งไว้ ณ ตำแหน่งของสถานที่ที่เป็นสังเวชนียสถาน และสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  สันนิษฐานว่า การสร้างเสาอโศกไม่เพียงแต่เป็นการระบุถึง ที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนการประกาศถึงพระพุทธศาสนาที่ได้ขยายขอบเขตแว่นแคว้นไปทั่ว ทุกแห่งหนในรัชสมัยของพระองค์ เป็นเครื่องหมายแทนพุทธบูชา และเตือนขุนนางทั้งปวงให้ปกครองราษฎรโดยธรรม ปัจจุบัเสาอโศกส่วนใหญ่จะไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์100เปอร์เซ็นต์ ต้นที่สมบูรณ์ที่สุดตอนนี้อยู่เมืองเวสาลี

 

 

   
   

   
     

           สัตตมหาสถาน 7สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุข  หลังจากการตรัสรู้ที่พุทธคยา ตลอด7 สัปดาห์

 

   สัปดาห์ที่1 โพธิบัลลังก์ หรือ บัลลังก์แห่งต้นโพธิ์ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ทรงประทับต่อที่ต้นศรีมหาโพธิ์ต่ออีก7วัน
แล้วเทวดาก็มาแสดงความยินดีกับพระพุทธองค์

   สัปดาห์ที่2 อนิมิสเจดีย์ หรือ เจดีย์ที่ไม่กะพริบตา เพราะพระพุทธเจ้าประทับยืนและจ้องต้นโพธิ์ด้วยตาไม่กะพริบ
ตลอด7วัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ห่างไปประมาณ 60 เมตร

  สัปดาห์ที่3 รัตนจงกรมเจดีย์ หรือ เจดีย์แห่งทางจงกรมที่ประดับด้วยเพชรพลอย พระพุทธเจ้าทรงเดินจงกรมตลอด7
วันหลังจากตรัสรู้ อยู่ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ และอนิมิสเจดีย์ ทางตอนเหนือของเจดีย์พุทธคยา

  สัปดาห์ที่4 รัตนฆรเจดีย์ หรือ เจดีย์แห่งอาคารที่ประดับไปด้วยเพชรพลอย หรือ เรือนแก้ว โดยพระพุทธเจ้าประทับ
อยู่ในเรือนแก้วซึ่งเทวดาบรรดาลถวาย แล้วจึงทรงพิจารณาธรรมในเรือนแก้วนั้นตลอด 7 วัน อยู่ทางทิศเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ห่างไปประมาณ 50 เมตร

    ทั้ง4แห่งข้างต้นนั้นอยู่ในอาณาบริเวณใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์


  สัปดาห์ที่5 อชปาลนิโครธ หรือ ต้นไทรของผู้เลี้ยงแพะ โดยพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไทรของคนเลี้ยงแพะตลอด
7 วัน ในช่วงนี้มีธิดามารสามตนมาผจญพระพุทธเจ้า  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระศรีมหาโพธิ์ ข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปประมาณ 4 กม.


  สัปดาห์ที่6 มุจลินท์ หรือ ราชาแห่งต้นมุจละ(ต้นจิก) โดยพระพุทธเจ้าทรงทำสมาธิใต้ต้นมุจลินท์ตลอด 7 วัน ในขณะนั้นเกิด
ฝนหลงฤดู พญานาคมุจลินท์จึงได้ใช้พังพานของตนปกป้องพระพุทธเจ้าจากฝนตลอด 7 วัน อยู่ทางทิศใต้ของต้นพระศรมหาโพธิ์ ห่างไปประมาณ3กม.(ห่างแม่น้ำเนรัญชรา ครึ่งกม.)ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านมุจรินท์ มีต้อนจิกต้นตาลล้อมอยู่

  สัปดาห์ที่7 ราชายตนะ หรือที่อยู่แห่งพระราชา โดยพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นไม้ชื่อว่า ราชายตนะ (ต้นเกด) อยู่ทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ห่างไปประมาณ 2 กม.

 

 

   
   

   
        

      นักบวช หรือนักขอ

 

 

   
   

   
        

      มุมนี้เป็นนักแสวงบุญธิเบต

 

 

   
   

   
     

     สามเณรชาวลังกา

 

 

   
   

   
     

     ดอกป๊อปปี้ ริมกำแพงที่พุทธคยา

 

 

   
   

   
     

     อีกมุมหนึ่ง

 

 

   
   

   
     

     ครึ่งวันเช้าคณะเราสวดมนต์ทำวัตรเช้าและนั่งภาวนากัน จนได้เวลาอาหารจึงเดินทางกลับเพื่อไปทานอาหารเพลกันที่

วัดเนรัญชราวาส

 

 

   
   

   
     

     สะพานนี้ข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ในยามนี้น้ำจะแห้งเหือด แต่ในฤดูฝนทราบว่ามีน้ำไหล กลางแม่น้ำแห่งนี้ เป็นที่เผาศพด้วย ธรรมเนียมคนอินเดียเมื่อตายแล้ว จะไม่เก็บศพไว้หลายวัน แต่จะเผาเลย สถานที่เผาศพก็จะเป็นริมฝั่งแม่น้ำ เผาเสร็จก็โประเถ้ากระดูกลงในแม่น้ำเลย

 

 

   
   

   
     

     ข้ามสะพานมาไม่นานก็ถึงแล้ว วัดเนรัญชราวาส เป็นวัดไทยอีกวัดหนึ่งที่อยู่ในเมืองคยา ห่างจากพุทธคยาไม่ไกลนักประมาณ 1 กม.

 

 

   
   

   
        

     อาหารเพล เป็นอาหารไทย ทางวัดจัดเตรียมไว้ต้อนรับ มีโรตีจิ้มนมสด เป็นขนมหวาน

 

 

   
   

   
     

     คณะพระสงฆ์ที่ร่วมกันมาแสวงบุญในครั้งนี้ ฉันภัตตาหารเพล

 

 

   
   

   
     

     ส่วนคณะญาติธรรมกลุ่ม"เศรษฐีบุญ" ก็นั่งทานอาหารกันอีกฟากหนึ่ง

 

 

   
   

   
     

 นี่คือโบสถ์ของวัดเนรัญชราวาส ส่วนลูกกลมที่เห็นคือ ลูกนิมิตของอุโบสถ

 

 

   
   

   
     

     เดินไปดูด้านหลังวัดมองข้ามกำแพงไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำเนรัญชราและพุทธคยาอยู่ลิบๆ

 

 

   
   

   
     

      หลังอาหารเพล ก็ร่วมกันทอดผ้าป่า วัดเนรัญชราวาส เป็นวัดแรกที่พวกเราร่วมกันทำบุญทอดผ้าป่า