==== สัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของไทยตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535===
  
 
 
6. ละอง หรือ ละมั่ง
Brown-antlered Deer or Eld’s Deer
 
ชื่อวิทยาศาสตร์    Cervus eldi MaClelland, 1842  
ชื่อพ้อง    Panolia acuticauda Fray, 1843  
                 Rucervus Tthamin Thomas, 1918  
อันดับ    Artiodactyla  
วงศ์    Cervidae  

  • ประวัติทางอนุกรมวิธาน
ละอง หรือละมั่ง เป็นสัตว์กีบคู่ (even-toe Ungulate)  อันดับเดียวกับวัวควาย เนื่องจากเท้ามี นิ้วเท้าเจริญดี ข้างละ 2 นิ้วคือนิ้วที่ 3 และนิ้วที่ 4 พัฒนาไปเหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรับน้ำหนักตัวมากๆ ได้ ปลายนิ้วและเล็บ เปลี่ยนรูปเป็นกีบนิ้วที่แข็งขนาดใหญ่เท่ากัน 2 กีบ ลักษณะเป็นกีบนิ้วยาวปลายเรียวแหลม ต่างจาก กีบนิ้วของวัวควาย ซึ่งปลายกีบมนกลม นิ้วที่สองและนิ้วที่ 5 ลดขนาดไปเหลือเป็นกิ่งกีบเล็กๆ อยู่ 2 ข้างเหนือกีบนิ้ว ใหญ่ ส่วนนิ้วโป้งหรือนิ้วที่ 1 ขาดหายไป และเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง กระเพาะอาหารมี 4 ตอน ทำให้สามารถสำรอก อาหารจำพวกพืชที่มีเส้นใยย่อยยาก จากส่วนของกระเพาะพักขึ้นมา บดเคี้ยวในช่องปากได้อีก ช่วยให้การ ย่อยอาหาร มีประสิทธิภาพมากขึ้น  

ละองหรือละมั่ง จัดอยู่ในสัตว์จำพวกกวาง ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกแรกที่มีเขาบนหัวลักษณะเป็นคู่แบบ "Antlers" หรือเรียกว่า เขากวาง เนื่องจากเป็นเขาที่มีลักษณะเฉพาะของสัตว์จำพวกกวาง ตัวเขาตัน ไม่มีปลอกเขาและแกนอย่างเขาวัวควาย งอกติดกันส่วนของกะโหลกศรีษะ ชิ้นหนา ลำเขามีการแตกกิ่งก้าน จำนวนกิ่งก้านและรูปร่างเขาขึ้นกับชนิดของกวาง มีการผลัดเขา โดยเขาเก่าจะผลัดหลุดไปเมื่อเขาแก่เต็มที่ เขาใหม่จะงอกขึ้นแทนที่เป็นประจำทุกปี เขาจะเจริญใหญ่และมีการแตกกิ่งก้านออกไปตามอายุและ ขนาดของกวาง  

 เขากวาง เป็นลักษณะแสดงของกวางเพศผู้ ตัวเมียไม่มีเขา เขาช่วงที่งอกใหม่เรียกว่า "เขาอ่อน"  ลักษณะเป็นเขา ที่มีชีวิต มีหนังหุ้มเขานุ่มคล้ายกำมะหยี่ และมีเส้นเลือดเส้นประสาทมาเลี้ยง เมื่อเขาแก่เต็มที่หนังหุ้มเขา จะแห้ง ลอกหลุดไป  เส้นเลือดเส้นประสาทตายหมด คงเหลือแต่ลำเขาแข็งที่ตายแล้ว และจะผลัดหลุดไปในที่สุด เขาชุดใหม่จะงอกขึ้นแทนที่เป็นวงจรทุกปีตลอดชีวิต  
   
สัตว์จำพวกกวางและสัตว์กีบทั่วๆ ไป จะไม่มีเขี้ยวและฟันหน้าบนเป็นซี่ๆ แต่กระดูกกรามบนจะดัดแปลงเป็นสันคม ใช้ร่วมกับฟันหน้าล่างเล็มกัดจำพวกใบพืชใบหญ้า คล้ายเคียวตัดหญ้า โดยทั่วไปจะมีถึงน้ำตาเป็นแอ่งลึก ขนาดใหญ่บริเวณหัวตา ตัวเมียมีเต้านม 4 เต้า ไม่มีถุงน้ำดี  

  • ลักษณะเด่น
          แต่เดิมมาคำว่าง "ละอง" มักใช้เรียกตัวผู้ขนาดใหญ่ ที่มีขนคอยาว สีค่อนข้างดำ ส่วนตัวเมีย มักเรียกว่า ละมั่ง  บางคนมักเรียกรวมกันไปว่า ละองละมั่ง แต่ส่วนใหญ่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า "ละมั่ง" ทั้งตัวผู้และตัวเมีย  ซึ่งชื่อ "ละมั่ง" นี้ น่าจะมีต้นตอเรียกเพี้ยนมาจากชื่อเรียกในภาษาเขมรว่า "ล่าเมียง"  
   
ลักษณะของละองหรือละมั่ง เป็นกวางค่อนข้างขนาดใหญ่ ตัวเล็กและเพรียวบางกว่ากวางป่า  ซึ่งเป็นกวางขนาด ใหญ่ที่สุดของไทย เส้นขนตามตัวละเอียดแน่นอย่างขนเก้ง สีน้ำตาลแกมเหลือง ช่วงคอยาว ใบหูกางใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย มีเส้นขนรอบคอหยาบยาว และสีขนตามตัวเข้มคล้ำกว่า ลูกเกิดใหม่จะ มีแต้มจุดขาวๆ ตามตัว เมื่อโตขึ้นจะจางหายไป  

 ลักษณะเขาของละมั่งตัวผู้ มีลักษณะเฉพาะต่างไปจากเขาของกวางไทยชนิดอื่นๆ เขากิ่งหน้าหรือกิ่งรับหมา ยาวยื่นโค้งทอดไปบนหน้าผาก ทำมุมแคบกันสันหน้าผาก ปลายกิ่งเรียวแหลม ดูคล้ายกวางมีเขาที่หน้าผาก จึงได้ชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Brow-antlered Deer" ส่วนตัวลำเขาทอดโค้งลาดไปทางด้านหลัง ช่วงปลายเขาวกงอกกลับมาด้านหน้าคล้ายกับตะขอ ส่วนโค้งของกิ่งรับหมากับลำตัวเขารับกันพอดีที่ตรงฐานเขา จนดูเหมือนเป็นลำเขาเดียวกัน ไม่ตั้งทำมุมกันอย่างเขากวางทั่วๆ ไป ช่วงปลายลำเขาจะบิดถ่างแยกจากกัน ปลายเขาที่งอเป็นตะขอจะแตกออกเป็นแขนงเขาแยกกัน คล้ายนิ้วมือหลายแขนง เขาบางคู้มีแขนงเขาปลายกิ่งมาก จะทำให้ปลายเขามีลักษณะแบนใหญ่ออกไป นอกจากนี้บริเวณช่วงต่อของกิ่งรับหมากับลำเขา จะมีแขนงเขายื่นขึ้นมาคล้ายนิ้วมือข้างละ 2-3 กิ่งอีกด้วย  

 ละมั่งพันธุ์ไทย จำแนกเป็นชนิดย่อย Cervus eldi siamensis Lydekker, 1915 มีลักษณะปลายลำเขา แบนใหญ่ แตกเป็นแขนงเล็กๆ หลายแขนงคล้ายมือ และบริเวณรอยต่อกิ่งรับหมากับลำเขามีแขนงเขาเล็กๆ ยื่นขึ้นมา 2-3 กิ่ง ส่วนอีกชนิดพันธุ์หนึ่ง เป็นพันธ์พม่า ที่เรียกว่า "ทมิน" ในภาษาพม่า เป็นชนิดย่อย Cervus eldi thamin Thomas, 1918 มีลักษณะสีขนตามลำตัวเข้มกว่าพันธุ์ไทย ปลายลำเขาค่อนข้าง มีแขนงเขา น้อยกว่า และส่วนใหญ่จะไม่มีแขนงเยายื่นขึ้นมาบริเวณลำตัวเขา ละมั่งทั้ง 2 ชนิดมีพบในประเทศไทยทั้งคู่  

 ขนาดของละมั่งในประเทศไทย ขนาดตัว 1.5-1.7 เมตร หางยาว 0.22-0.25 เมตร ส่วนสูงที่ช่วงไหล่ 1.2-1.3 เมตร ใบหูยาว 0.15-0.17 เมตร น้ำหนัก 95-150 กก.  

  •  การกระจายพันธุ์
           ละมั่งมีการค้นพบครั้งแรกโดยนาย Lieutenant Percy Eld ในปี ค.ศ.1841 เป็นกวางพื้นเมืองที่พบ ในเมืองมณีปุระ (Manipur) ในรัฐอัสสัม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีชื่อเรียกเป็น ภาษาอินเดียว่า "ซันไก (Sangai) " เป็นกวางประหลาดชนิดใหม่ที่มีเขาบนหัว ยื่นออกมาที่หน้าผาก ต่างจาก กวางทั่วๆ ไป จึงตั้งชื่อภาษาอังกฤษว่า "Brow-antlered Deer" แต่มักนิยมเรียกกันว่า "Eld’s Deer" ตามชื่อผู้ค้นพบคนแรก ต่อมาจึงได้มีการศึกษาจำแนกและตั้งชื่อกวางที่พบชนิดใหม่ นี้ตามหลักอนุกรม วิธาน เป็น Cervus eldi McClelland, 1842 และถือเป็นพันธุ์ต้นแบบของละมั่ง (Cervus eldi eldi) ซึ่งแตกต่างจากชนิดพันธุ์ไทยและชนิดพันธุ์พม่า ที่ส่วนปลายของลำเขาไม่โค้งงอหักเป็นตะขอมาข้างหน้า และมีแขนงกิ่งปลายเขาเพียง 2 แขนงเท่านั้น  

 เขตการกระจายพันธุ์ของ มีพบในแถบตะวันอออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียตนาม และเกาะไหหลำของประเทศจีน  ไม่พบแพร่กระจายลงทางใต้ แถบภาคใต้ของไทย ตลอดแนวแหลมมลายู ทั้งนี้ ชนิดพันธุ์พม่ามีพบในแถบประเทศพม่าและภาคตะวันตกของไทย ส่วนชนิดพันธุ์ไทยมีกระจายพันธุ์ในแถบ ประเทศอินโดจีน ไหหลำ และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  

 ประเทศไทยจึงถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ ของละมั่ง แต่เดิมเคยมีชุกชุมตามป่าโปร่งเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ต่อมาในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ละมั่งถูกล่าจนสูญพันธุ์หมดไปเกือบทุกแหล่ง ปัจจุบันคาดว่ายังคงมี เหลืออยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นถิ่นชนิดพันธุ์ไทย และบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ชายแดนไทย-พม่า ซึ่งเป็นถิ่นชนิดพันธุ์พม่าหรือทามิน  

  • อุปนิสัยและการสืบพันธุ์
          ความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของละมั่ง ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ในอดีตครั้งยังมีละมั่งชุกชุมทั่วไป มีรายงานพบฝูงละมั่งขนาดใหญ่มีจำนวนถึง 50 ตัว แต่ปัจจุบัน เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป และจำนวนประชากรละมั่งลดน้อยลงมาก จึงพบแต่ละมั่งอยู่ตัวเดียว หรือฝูงเล็กๆ  

โดยทั่วไปชอบอาศัยตามป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง หรือทุ่งใกล้ๆ หนองน้ำ ตอนกลางวันที่อากาศร้อนละมั่ง จะหลบร้อนไป อยู่ใต้ร่วมไม้ชายป่า ถ้าเป็นตัวผู้ขนาดใหญ่ซึ่งขี้ร้อนกว่า มักจะลงนอนแช่ปลักโคลน ตามหนองน้ำอย่างพวกควาย ปกติไม่ชอบอยู่อาศัยตามป่ารกทึบ โดยเฉพาะตัวผู้ เนื่องจากเขาบนหัวมีกิ่งรับหมายาวปลายแหลมยื่นมาข้างหน้า อีกทั้งปลายลำเขาที่โค้งงอมาด้านหน้า  และแตกปลายออกเป็นแขนงกิ่งเล็กๆ  ทำให้เวลาเข้าป่ารกทึบ กิ่งและแขนง จะ ไปขัดเกี่ยวกิ่งไม้ และเถาวัลย์ต่างๆ คาดว่าด้วยสาเหตุนี้ จึงไม่พบละมั่งตามป่าทางภาคใต้และมาเลเชีย ซึ่งสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบทึบ ไม่เหมาะเป็นที่อยู่อาศัยของละมั่ง  

นิสัยการกินอาหารของละมั่งคล้ายพวกวัวควาย ปกติชอบกินหญ้าและลูกไม้ต่างๆ ตามพื้นทุ่งโล่ง หรือป่าโปร่ง ไม่ค่อยชอบกินใบไม้นัก  
   
ฤดูผสมพันธุ์ของละมั่งไทยตามธรรมชาติ พบอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ส่วนละมั่งที่เพาะเลี้ยงอยู่ตาม สวนสัตว์ต่างๆ มักจะไม่มีฤดูผสมพันธุ์ที่แน่นอน  แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน ระยะตั้งท้อง นาน 240-244 วัน ออกลูกท้องละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดจะมีลายจุดขาวๆ ตามตัว โตขึ้นจะค่อยจางหายไป แต่ตัวเมียบางตัวจะยังคงมีลายจุดจางๆ นี้ให้เห็นจนโต วัยเจริญพันธุ์ของละมั่งตัวผู้อายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป ส่วนตัวเมียประมาณ 2 ปีขึ้นไป  

  • สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ 
สาเหตุที่ทำให้ประชากรของละมั่งในธรรมชาติลดน้อยลงจนใกล้สูญพันธุ์ มาตากการถูกล่า และป่าที่เป็นที่อาศัย ถูกทำลายไป ทั้งนี้เนื่องจากหนังและเขาละมั่งมีความสวยงามและราคาสูง เป็นที่ต้องการของนักสะสมซากสัตว์ป่า ประกอบกับนิสัยของละมั่งที่ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งโล่งหรือป่าโปร่ง  จึงถูกล่าได้ง่าย และป่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหลัก ซึ่งเป็นทุ่งโล่งและป่าโปร่งมักเป็นพื้นที่แรกๆ ที่จะถูกบุกรุกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย ทำให้ประชากรละมั่ง ในป่าธรรมชาติลดน้อยลง กระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ไม่สามารถแพร่ ขยายพันธุ์ เป็นปกติตามธรรมชาติได้  
   
นอกจากนี้ อหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญที่ยังมีละมั่งอยู่ในแถบประเทศกัมพูชา และแถบประเทศพม่า ล้วนอยู่ในสถาณ การณ์ สู้รบต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความปลอดภัย และการดำรงชีวิตของละมั่ง ในพื้นที่ดงกล่าว ทำให้สถานการณ์ของละมั่งในป่าล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง  

ปัจจุบันมีการนำเอาละมั่งมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ในสวนสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ และหน่วยงานเพาะเลี้ยง สัตว์ป่าของกรมป่าไม้ ได้อย่างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่เป็นละมั่งพันธุ์พม่าหรือทามิน มีละมั่งพันธุ์ไทยน้อยมาก  

  • สถานภาพ CITES     บัญชี Appendix I 

  • เรื่องโดย สวัสดิ์ วงศ์ถิรวัฒน์ กรมป่าไม้ 2539
    • เอกสารอ้างอิง
    • บุญส่ง เลขะกุล. 2538. ละองละมั่งรุ่นสุดท้ายของเมืองไทย. ธรรมชาตินานา สัตว์ 3.  พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ 2.   สำนักพิมพ์สารคดี กรุงเทพฯ หน้า 149-152
    • สวัสดิ์ วงศ์ถิรวัฒน์. 2527 เขากวาง (ร.244). ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ 14 หน้า
    • สาขาวิจัย นิเวศน์วิทยา. 2534. พืชและสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี  แห่งประเทศไทย โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว หน้า 74-75.
    • Honacki, J.H.K.E. Kinman and J.W. Koeppl. 1982. Mammal Species of the world" A Taxonomic and Geographic   Reference. The Association of Systematics Collections. Lawrence, Kaksas, U.S.A. p.320
    • Humphrey,S.R. and J.R.Bain 1990. Endangered Animals of Thailand. Flora & Fauna Handbook No.6 Sandhill  Crane Press Florida p.391-394
    • Lekagul, B. and J.A.McNeely. 1977. Mammals of Thailand. Kurusapha Ladprao Press p.688-691
    • Modell, W. 1969. Horns and Antlers. Scientific American. Vol. 220 p"114-122
    • The Manipur Brow-antlered Deer-Sangai (Cervus eldi eldi) (Printing Matterial in color)
 
กด เพื่อปิดหน้าต่างนี้
 
 
Hosted by www.Geocities.ws

1