Domain Name
โดเมนเนมในอินเตอร์เน็ตชื่อโดเมน (Domain Name) หมายถึง ชื่อที่ถูกเรียกแทนการเรียกเป็นหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) เนื่องจากการจดจำหมายเลข IP ถึง 16 หลัก ทำให้ยุ่งยาก และไม่สามารถจำได้เวลาท่องเที่ยวไปในระบบอินเทอร์เน็ต จึงนำชื่อที่เป็นตัวอักษรมาใช้แทน ซึ่งมักจะเป็นชื่อที่สื่อความหมายถึงหน่วยงาน หรือเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ
เช่นเว็บไซต์ของเนคเทค มีหมายเลข IP คือ 202.44.204.33 ซึ่งยากต่อการจดจำ (ในกรณีที่ต้องจำหลายเว็บไซต์) ดังนั้นจึงมีการกำหนดชื่อเรียกใหม่ เป็น www.nectec.or.th ซึ่งก็คือ "ชื่อโดเมน" นั่นเอง
ชื่อโดเมน เป็นชื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลต่อบุคคล แต่การติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ยังใช้ IP Address ดังนั้น ระบบจึงมีการติดตั้งโปรแกรม และเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นตัว Lookup หรือดัชนี ในการเปิดดูบัญชีหมายเลข จากชื่อที่เป็นตัวอักษร หรือเรียกว่า Domain Name โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่นี้เรียกว่า Domain Name Server หรือ Domain Server
ชื่อโดเมน เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้าง และถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญา โดยแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานรับผิดชอบการจดทะเบียนชื่อโดเมน เช่น ประเทศไทย รับผิดชอบโดย "ศูนย์สารสนเทศเครือข่ายประเทศไทย - THNIC : Thailand Network Information Center"
รูปแบบชื่อโดเมน
รูปแบบการตั้งชื่อของ Domain ตามหลักการของ Internet มีรูปแบบ 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือโดเมนขั้นสูงสุด - Top Level Domain เป็นรูปแบบที่ยังสามารถแบ่งได้ อีก 2 แบบย่อย คือรูปแบบโดเมนขั้นสูงสุดแบบสากล (General Internet DNS Top Level Domains: gTLDs) เป็นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กัน โดยเฉพาะในอเมริกา เช่น .com, .net, .gov
รูปแบบโดเมนขั้นสูงสุดแต่ละประเทศ (Country Code Top Level Domains: ccTLDs) เป็นรูปแบบที่ใช้บ่งบอกถึงประเทศเจ้าของโดเมน หรือที่ตั้งของโดเมน มักจะใช้กับประเทศอื่นๆ ยกเว้นอเมริกา เช่น .th หมายถึงโดเมนที่ดูแลโดยประเทศไทย หรือ .jp หมายถึงโดเมนของประเทศญี่ปุ่น
โดเมนขั้นที่สอง - Second Level Domain
โดเมนขั้นที่ 3 - Third Level Domain
อาการชาตามปลายมือปลายเท้า[3] อาการชาปลายมือปลายเท้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับยาเคมีบำบัด แต่อาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อได้รับยาในครั้งถัดๆ ไป ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องสำรวจตนเองเสมอว่าการชานั้นรบกวนการดำเนินชีวิตหรือไม่ ถ้าหากมีอาการ เช่น รองเท้าหลุดโดยไม่รู้ตัว ติดกระดุมไม่ได้ หรือถือของแล้วของหล่นไม่รู้ตัวให้ทำการแจ้งแพทย์เพื่อทำการรักษา การเลือกรองเท้าที่สวมใส่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ รองเท้าที่ใช้ควรเป็นรองเท้าที่สวมใส่สบาย ไม่หลุดง่าย ไม่กัดเท้าหรือทำให้เท้าเป็นแผล ผู้ป่วยควรบริหารมือเสมอ เช่น การกำลูกบอลนิ่มๆ หากไม่สามารถทำกิจวัตประจำวันได้อาจใช้สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องมือช่วยติดกระดุม หรือใช้ช้อนส้อมที่มีที่จับใหญ่ๆ และป้องกันการหกล้มโดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ
อาการซีด, เหนื่อยง่าย, ติดเชื้อง่าย และเลือดหยุดไหลยาก[4],[5] อาการเหล่านี้เป็นผลมาจากการกดการสร้างไขกระดูกของยาเคมีบำบัด กล่าวคือยาเคมีบำบัดนอกจากจะมีผลต่อเซลล์มะเร็งแล้วยังมีผลต่อเซลล์ที่มีการเจริญอย่างรวดเร็วด้วย เช่น เซลล์ไขกระดูก และเมื่อถูกกดการสร้างไขกระดูกก็จำทำให้เม็ดเลือดต่างๆ มีการสร้างลดลง เช่นเซลล์เม็ดเลือดแดงลดลงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เซลล์เม็ดเลือดขาวลดลงทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง และเกล็ดเลือดลดลงทำให้เลือดหยุดไหลยาก โดยเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดจะลดจำนวนลงถึงระดับต่ำสุดหลังได้รับยาเคมีบำบัดประมาณ 7-14 วัน ส่วนเม็ดเลือดแดงจะลดสู่ระดับต่ำสุดหลังได้รับยาเคมีบำบัดประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนสู่ระดับปกติ ดังนั้นในช่วงที่เม็ดเลือดต่ำนี้ผู้ป่วยควรพักผ่อนหากมีอาการเหนื่อยง่าย หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกาย ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์หรือผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด และควรใส่ผ้าปิดปากเสมอ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สุก ดังนั้นอาหารทุกชนิดควรผ่านความร้อนมาก่อนและรับประทานขณะยังอุ่นอยู่ หากเป็นผลไม้ควรปอกแล้วรับประทานทันที ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนมากๆ เช่น เนื้อ นม ไข่ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรระวังการเกิดบาดแผลเลือดออก หากบาดแผลใหญ่หรือเลือดไม่หยุดไหลควรรีบไปพบแพทย์
ผมร่วง[6] เส้นผมก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วจึงเกิดผลกระทบจากยาเคมีบำบัดเช่นกัน โดยเส้นผมจะเริ่มร่วงจากหนังศีรษะหลังได้รับยาเคมีบำบัดประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่เส้นผมนั้นสามารถงอกใหม่ในสภาพเดิมได้เมื่อหยุดยาเคมีบำบัดแล้วประมาณ 2-3 เดือน จึงไม่จำเป็นต้องกังวล ในระหว่าที่ได้รับยาเคมีบำบัดผู้ป่วยควรใช้แชมพูอ่อน เช่น แชมพูเด็ก ใช้น้ำอุ่นไม่ใช่น้ำร้อนในการสระผม หลีกเสี่ยงการเป่าแห้งผม หากเกิดแสบร้อนบริเวณหนังศีรษะให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบศีรษะ ควรหลีกเลี่ยงการเกาหรือการถูแรงๆ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการอักเสบได้ ซึ่งในระหว่างที่ผมร่วงนี้อาจเสริมความมั่นใจด้วยการตัดผมสั้นหรือใส่วิกผม
ตะคริว, กล้ามเนื้อสั่น, หงุดหงิด และซึมเศร้า[7] ยาเคมีบำบัดหลายตัวทำให้แมกนีเซียมในเลือดต่ำ ส่งผลให้เกิดตะคริว, กล้ามเนื้อสั่น, หงุดหงิด หรือซึมเศร้าได้ง่าย ซึ่งการป้องกันอาการดังกล่าวทำได้โดยการรับประทานอาหารที่แร่ธาตุเหล่านี้อยู่มาก เช่น ผักใบเขียว ถั่วหรือเมล็ดธัญพืชต่างๆ
อาการต่างๆ ที่ได้กล่าวมานี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนและความรุนแรงของอาการก็อาจไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของยาที่ได้รับ รวมถึงตัวผู้ป่วยเองด้วย การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำที่ได้ให้ไว้อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้อาการข้างเคียงต่างๆ จากเคมีมีบำบัดลดลง เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติมากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้างและการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและเคร่งครัดด้วย