คำศัพท์ (Vocabulary)
1.Web browser 6.CMS
2.Web Hosting 7.DNS
3.Client/Server 8.Home page
4.URL 9.Anchor
5.FIP 10.HTML

    1.Web browser

         Web browser คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลและติดต่อสื่อสารกับระบบสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบของเว็บเพจซึ่งอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า World Wide Web (WWW)   
         “โปรแกรมที่ใช้สำหรับท่องอินเทอร์เน็ต (sufring the Internet) คือใช้ในการเปิด web page และอย่างอื่นอีกมาก” 
         “โปรแกรมที่ใช้สำหรับเป็นประตูเปิดเข้าสู่โลก WWW (World Wide Web) หรือพูดกันอย่างง่ายก็คือโปรแกรมที่ใช้สำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตที่เรานิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) จะเข้าใจในภาษาHTML นี้คือเหตุผลว่าทำไมต้องใช้ภาษา HTML ในการสร้างเว็บเพจ เพราะโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์นั่นสามารถเข้าใจ และสามารถทำงานตามคำสั่งของภาษา HTMLได้”
         “โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่นๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ”

   2. Web Hosting

         เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) คือ รูปแบบการให้บริการสำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) อย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้งาน (User) นั้น จะต้องฝากเว็บไซต์ของตนเองไว้กับ ผู้ให้บริการเซิฟเวอร์(Web Server) เพื่อให้เว็บไซต์ (Website) ของตนเองนั้น ออนไลน์อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต (Internet) ตลอด 24 ชม. โดยที่ทางผู้ให้บริการ (Web Hosting Provider) จะจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ (Website)ฐานข้อมูล (Database) อีเมล์ (Email) ฯลฯ ไว้ในเครื่องเซิฟเวอร์ (Server) หรือที่เรียกกันว่าเว็บเซิฟเวอร์ (Web Server) ซึ่งเว็บเซิฟเวอร์ (Web Server) จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่จะแสดงผลหน้าเว็บไซต์ให้กับผู้ท่องอินเทอร์เน็ต (Internet) ทั่วไปได้เช้าชมผ่านโดเมนเนม (เช่น www.dotregis.com) ได้ทุกที่ตลอดเวลา ทั่วโลก ดังนั้นผู้ที่ต้องการออนไลน์เว็บไซต์ (Website) ของตนเอง จึงต้องคำนึงถึงเว็บเซิฟเวอร์ (Web Server) ก่อน แต่ด้วยความที่เว็บเซิฟเวอร์นั้น มีราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ที่จะคอยดูแลเซิฟเวอร์ ในด้านเทคนิคต่างๆให้สามารถออนไลน์ได้ ตลอดเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้บริการ Web Hosting เนื่องจากประหยัดต้นทุนได้มาก

   3. Client/Server

         คอมพิวเตอร์ที่นำมาเชื่อมต่อกันในเน็ตเวิร์ก จะประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อโปรแกรมควบคุมและสื่อนำข้อมูล ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในระบบจะมีหน้าที่ทำงานแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ส่วนของผู้ใช้บริการ หรือที่เรียกว่า Client และ ส่วนของผู้ให้บริการ หรือที่เรียกว่า Server
         Client ผู้ขอใช้บริการ  คือ คอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบเน็ตเวิร์กที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปใช้ทรัพยากรต่างๆ ของเครือข่ายติดต่อกับ Server เรียกว่า "Client"  (Work Station) Client จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการต่างๆ เช่น windows xx  หรือแมคอินทอช เป็นต้น ซึ่งสามารถเข้าไปขอใช้บริการจาก Server ได้  เช่น  ฮาร์ดดิสก์ สายสื่อสาร   ไฟล์ฐานข้อมูล เรียกว่า Database client และ เครื่องพิมพ์บน  Server ได้  ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้เอง ก่อนที่จะเริ่มติดต่อกับ Server ต้องทำการโหลดโปรแกรมที่เรียกว่า "Network Shell" ก่อน  ซึ่งต้องกำหนดประเภทของ คาร์ด  หน่วยความจำ  หมายเลขอินเทอร์รับปต์  และรายละเอียดต่างๆ ของ Network Shell ให้ตรงกับฮาร์ดแวร์และไดรเวอร์ที่ใช้ ต่อจากนั้นจึงจะเริ่มทำงานได้Server ผู้ให้บริการในระบบ LAN จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คอยทำหน้าที่ให้บริการทางด้านต่างๆ แก่คอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งเป็นลูกข่าย เรียกว่า "Server"  โดยทั่วไป "Server" จะทำงานในงานเหมือนคอมพิวเตอร์ธรรมดาไม่ได้ ต้องเปิดเครื่องไว้เพื่อรอให้บริการแก่คอมพิวเตอร์อื่นๆ เรียกว่า "Dedicated File Server" แต่บางรุ่นสามารถทำหน้าที่เป็น Server พร้อมๆ กับทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ธรรมดาได้พร้อมกัน เรียกว่า "Non-Dedicated File Server"

    4. URL

         URL ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator คือ ที่อยู่ (Address) ของข้อมูลต่างๆในInternet  เช่น ที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต

         ในปัจจุบันเว็บไซต์ เป็นแหล่งที่อยู่ใหม่ของหลายๆธุรกิจช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย และยังสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาเว็บไซต์เป็นแหล่งที่รวมรวบข้อมูลต่างๆไว้และแสดงให้เห็นผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ปกติแล้วเว็บไซต์จะมีชื่อและที่อยู่ของมันเองเพื่อให้ระบุได้ว่าเป็นเว็บไซต์ของใครโดยชื่อของเว็บไซต์หรือ Domain name(โดเมน เนม) จะไม่ซ้ำกันของแต่ละเว็บซึ่งการเปิดให้บริการเว็บไซต์จะมีการจดโดเมนเนมก่อนจึงจะสามารถให้บริการได้

    5. FIP

         FTP ย่อมาจาก File Transfer Protocol คือ โปรโตคอลเครือข่ายชนิดหนึ่ง ถูกนำใช้ในการถ่ายโอนไฟล์ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างการถ่ายโอนไฟล์ระหว่าง ไคลเอนต์ (client) กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นแม่ข่าย เรียกว่า โฮสติง (hosting) หรือ เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งทำให้การถ่ายโอนไฟล์ง่ายและปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนไฟล์ผ่านอินเตอร์เน็ต การใช้ FTP ที่พบบ่อยสุด ก็เช่น การดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการถ่ายโอนไฟล์ ทำให้ FTP เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่สร้างเว็บเพจ ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ โดยที่การติดต่อกันทาง FTP เราจะต้องติดต่อกันทาง Port 21 ซึ่งก่อนที่จะเข้าใช้งานได้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกและมีชื่อผู้เข้าใช้ (User) และ รหัสผู้เข้าใช้ (password) ก่อน และโปรแกรมสำหรับติดต่อกับแม่ข่าย (server) ส่วนมากจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น โปรแกรม Filezilla,CuteFTP หรือ WSFTP ในการติดต่อ เป็นต้น
         FTP แบ่งเป็น 2 ส่วน
                1. FTP server  เป็นโปรแกรมที่ถูกติดตั้งไว้ที่เครื่องเซิฟเวอร์ ทำหน้าที่ให้บริการ FTP หากมีการเชื่อมต่อจากไคลแอนเข้าไป
                2. FTP client  เป็นโปรแกรม FTP ที่ถูกติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ user ทั่วๆไป ทำหน้าที่เชื่อมต่อไปยัง FTP server และทำการอัพโหลด ,ดาวน์โหลดไฟล์ หรือ จะสั่งแก้ไขชื่อไฟล์, ลบไฟล์ และเคลื่อนย้ายไฟล์ก็ได้เช่นกัน

    6. CMS

         CMS ย่อมาจาก Content Management System เมื่อแปลความหมาย คือ ระบบจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะสร้างด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้ในการสร้างเว็บไซต์ เช่น HTML, PHP และ MySQL เป็นต้น เนื่องจากภาษาเหล่านี้เป็นโปรแกรมในลักษณะของ Opensource ทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์ และแจกจ่ายให้ใช้งานได้ฟรี สำหรับลักษณะสำคัญที่ทำให้ CMS สามารถใช้งานได้ง่ายนั้นก็คือ CMS แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนคือ Frontend และ Backend         
         Frontend คือส่วนทางด้านหน้าของเว็บไซต์ ประกอบด้วย Homepage  Webpage  และ Link ต่าง ๆ ผู้ใช้งานทั่วไป และสมาชิกของเว็บไซต์ทุกคนสามารถมองเห็น หรือเยี่ยมชมได้  
         Backend คือส่วนที่ใช้ในการควบคุม Website มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้งานในส่วนนี้ได้ เช่น Admin และสมาชิกที่ได้รับอนุญาต (ทีมงานผู้มีหน้าที่ เพิ่ม แก้ไข เปลี่ยนแปลงเว็บไซต์) ระบบ Backend มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และควรมีการรักษาความปลอดภัยให้ดีที่สุด ในเบื้องต้นระบบนี้จะมี Username และ Password ของเจ้าของเว็บไซต์ และทีมผู้ดูแล Website เพื่อใช้สำหรับบริหารจัดการเว็บไซต์ เช่น ติดตั้ง หรือ ถอน Extensions ต่าง ๆ การติดตั้งและปรับแต่ง Template  การ Update เนื้อหาของเว็บไซต์เป็นต้น

    7. DNS

         Domain Name System (DNS) เป็น public service ที่ถูกใช้ในการแปลง domain name ให้เป็น IP address เรียกได้ว่าในปัจจุบัน ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนต่างพึ่งพา DNS ในการแปลง domain name เป็น IP address เพื่อเข้าใช้งาน Internet services เช่น Facebook Google หรือ Pantip เป็นต้น ดังนั้น DNS ถือว่าเป็นระบบที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
         Domain name เป็นชื่อที่ใช้ในการระบุบริการบนอินเทอร์เน็ต เช่น www.google.com www.facebook.com หรือ www.pantip.com โดย domain name จะถูกแปลงเป็น IP address ผ่านทาง Domain Name System (DNS) เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ใช้ IP address ในการระบุผู้รับ ดังนั้น domain name จะต้องถูกทำการแปลงเป็น IP address ทุกครั้งที่มีการส่งและรับข้อมูล
         Domain Name นั้นจะมีโครงสร้างแบบ hierarchy โดยจะเรียก นามสกุลของ domain name (เช่น .com .net) ว่า TOP-level domain name ซึ่งจะมีผู้ดูแตกต่างกันออกไป เช่น .com จะมีบริษัท Verisign เป็นผู้ดูแล ส่วน .org มี Public Interest Registry เป็นผู้ดูแลเป็นต้น ชนิดของ domain name นั้นจะถูกแบ่งตาม Top-level domain name เช่น .com ถูกใช้สำหรับ comercial ถ้าเป็น .edu หมายถึงสถานศึกษา .in.th คือเว็บไซต์ในประเทศไทยเป็นต้น อย่างไรก็ตามเนื่องจาก domain .com นั้นถูกใช้อย่างแพร่หลายและจำง่ายที่สุด จึงเป็น domain name ที่มีคนจดทะเบียนมากที่สุด
         ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของ domain name ได้โดยการจดทะเบียนและชำระค่าบริการผ่านทางบริษัทผู้ได้รับอำนาจจาก ICANN (รายชื่อตัวแทนจำหน่าย domain name โดยตรง LINK) ชื่อที่อยู่ของเจ้าของ domain name จะถูกบันทึกและส่งต่อไปให้กับ ICANN บันทึกลง registry directory ซึ่งเป็น public service ที่ให้บริการกับคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในการแปลงชื่อ domain name เป็น IP Address


   8. Home page

         โฮมเพจ คือคำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ โดยเป็นทางเข้าหลักของเว็บไซต์ เมื่อเปิดเว็บไซต์นั้นขึ้นมา โฮมเพจ ก็จะเปรียบเสมือนกับเป็นสารบัญและคำนำที่เจ้าของเว็บไซต์นั้นได้สร้างขึ้น เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์องค์กรของตน นอกจากนี้ ภายในโฮมเพจก็อาจมีเอกสารหรือข้อความที่เชื่อมโยงต่อไปยังเว็บเพจอื่นๆอีกด้วย หน้าแรกที่แสดงข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ WWW (World Wide Web) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ หรือ เป็นการดึงดูด ให้เข้าไปชมข้อมูลภายใน  ซึ่งภายในโฮมเพจอาจมีเอกสารข้อความอื่นๆที่เรียกว่า เว็บเพจ (web page) เชื่อมโยงต่อจากโฮมเพจนั้นได้อีกเป็นจำนวนมาก

   9. Anchor

         การเชื่อมโยงหน้าเว็บเพจในอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน เป็นสิ่งที่ทำให้เว็บเพจมีความแตกต่างจากเอกสารธรรมดา เพราะทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดดูตั้งแต่หน้าแรก แต่สามารถคลิกเมาส์เปิดดูเฉพาะหน้าเว็บเพจที่สนใจได้การเชื่อมโยงบนเว็บเพจมีด้วยกันหลายรูปแบบ อาจแบ่งตามการใช้งาน 1. การเชื่อมโยงภายในเว็บเพจเดียวกัน
         การเชื่อมโยงภายในเว็บเพจเดียวกันหากข้อมูลในหน้าเว็บเพจเดียวกันมีขนาดยาวมาก ทำให้ต้องใช้ Scroll bar เลื่อนดู เราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลภายในเพจเดียวกันได้โดย Click mouse ตำแหน่งที่เป็น Link จะกระโดดไปยังข้อมูลส่วนอื่นซึ่งอยู่ในเพจเดียวกัน

 10. HTML

         HTML ย่อมาจากคำว่า Hypertext Markup Language เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการแสดงผลบนเว็บบราวเซอร์ในอินเทอร์เน็ต โดยเราสามารถนำเสนอข้อมูลที่มีทั้งตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพยนตร์ ก็เหมือนๆกับการเขียนโปรแกรมทั่วๆไปที่จะต้องมีการกําหนดค่าต่างๆไว้ ทั้งการจะแสดงรูปภาพหรืออะไรสักอย่างบน Browse ก็ต้องกําหนดคําสั่งต่างๆให้ด้วยโดยมากแล้วจะเขียนขึ้นมาจากโปรแกรม Notepad หรือ Word แล้วเมื่อเขียนเสร็จก็เซฟให้เป็นไฟล์ HTML ภาษา HTML แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นข้อความทั่วๆ ไป และส่วนที่เป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดรูปแบบของข้อความที่แสดง ซึ่งเราเรียกว่า แท็ก (Tag) โดยคำสั่ง HTML จะอยู่ในเครื่องหมาย < และ > และส่วนจบจะต้องมีเครื่องหมาย Slash (/)