ธรรมชาติดีต่อคุณเสมอ

โลชั่นบำรุงผิวจีแอนด์เอช
ส่วนผสมจากธรรมชาติ
น้ำผึ้งจากดอกส้ม
เชียบัทเทอร์ เมล็ดฟักทอง

ประหยัดกว่าปลอดภัยจากสารเคมี

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
 

 
 
 




 

ออเรนจ์ บลอสซัม ฮันนี่
     น้ำผึ้งเป็นหนึ่งในคุณค่าจากธรรมชาติที่กำนัลความชุ่มชื้นให้แก่ผิวพรรณมาในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งมีการบันทึกไว้กว่าพันปีมาแล้วว่าเป็น ‘Miracle Moisturizer’ แต่จากศึกษาวิจัย* พบว่า น้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งที่เลี้ยงด้วยดอกส้ม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้สูงสุด เมื่อเทียบกับน้ำผึ้งคุณภาพเยี่ยมชนิดอื่น นั่นแปลว่า ออเรนจ์ บลอสซัม ฮันนี่ ในผลิตภัณฑ์อุดมไปด้วยคุณค่าสำหรับผิวพรรณ

 


ต้น Karite ในทวีปแอฟริกาตะวันตก

ผลของต้น Karite
 

เชียบัตเตอร์ (Shea Butter) คืออะไร?
Shea Butter ได้จากการสกัดผลของต้น Kariteในทวีปอัฟริกาตะวันตก แปลตรงตัวว่า ต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life)

ชื่อทางพฤกษศาสตร์  Butyrospermum parkii
Shea Butter ยังมีชื่ออื่นอีก เช่น Shea Toulou, TreeButter ต้น Karite มีอายุยืนถึง 200 ปี เริ่มออกผลเมื่ออายุ 15 ปีและให้ผลได้เต็มที่ประมาณ 25 ปี
ต้น Karite ขึ้นตามธรรมชาติในแถบอัฟริกาตะวันตกและเป็นพืชที่ปลูกไม่ขึ้น ออกดอกระหว่างเดือน มิถุนายน - เดือนกรกฎาคมให้ผลสีเขียวแก่คล้ายอโวคาโดซึ่งจะ ร่วงลงมาเองเมื่องอมเต็มที่ ภายในผลจะมีเมล็ด ซึ่งส่วนในของเปลือกเมล็ด (kernel)จะเป็นส่วนที่แข็ง สีขาวและเป็นส่วนที่ให้ Shea Butter
Shea Butter ดีอย่างไร
ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว (moisturizing fraction)
รักษา (healing fraction) กระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บความชื้น

ส่วนที่มีผลทางการรักษา : เมื่อเราอายุมากขึ้นเซลล์ผิวหนังจะเป็นรูมากขึ้นและยืดหยุ่นน้อยลง เมื่อใช้ Shea Butterซึ่งจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและทำให้เซลผิวหนังกลับมายืดหยุ่นดังเดิม และเมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอเซลล์ผิวจะปล่อยให้ความชื้นซึมผ่านเซลล์เข้ามาใน ขณะเดียวกันก็จะรักษาความชื้นให้คงอยู่ได้ดีขึ้น
ส่วนให้ความชุ่มชื้น : Shea Butter จะซึมผ่านผิวหนังได้อย่างรวดเร็วทำให้ผิวนุ่มและเนียนขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนอะหนะ ควรทาผิวบางๆทุกวัน ใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อให้ Shea Butter ซึมซาบเข้าผิวหนังโดยการคลึงเป็นรูปวงกลมไปทั่วๆ
คุณค่าทางโภชนาการ : กล่าวได้ว่า Shea Butter คือ ครีมวิตามินเอจากธรรมชาติแท้ๆ 100% ซึ่งเป็น moisturizer สุดยอด น้ำมันเชียร์เสมือนสมุนไพรชนิดพิเศษที่ให้วิตามิน A, D, E, F, โปรตีนและใยอาหาร

ใครบ้างควรจะใช้ Shea Butter
ทุกคนใช้เป็นครีมบำรุงผิวเป็น moisturize ลดรอยเหี่ยวย่นหรือจะใช้สำหรับรักษาอาการทางผิวเล็กๆน้อยๆ แมลงสัตว์กัดต่อยโดยไม่มีอันตราย Shea Butter ดีต่อผิวของเรา

Shea Butter ช่วยอะไรได้อีก
1. ผิวแห้ง (Dry skin)
2. ผดหรือผื่นแดง (Skin rash)
3. ผิวหนังลอกหลังโดนแดด (Skin peeling, after tanning)
4. รอยช้ำและรอยย่น (Blemishes and wrinkles)
5. อาการคัน (Itching skin)
6. แดดเผา (Sunburn)
7. ใช้เป็นครีมโกนหนวด (Shaving cream)
8. ผิวหนังแตก (Skin cracks)
9. แผลเล็กๆบนผิวหนัง (Small skin wounds)
10. ผิวเท้าหยาบหนา (Tough and rough skin on feet)
11. ใช้เมื่ออากาศเย็น (Cold weather)
12. หิมะกัด (Frost bites)
13. ป้องกันหน้าท้องลาย (Stretch mark prevention during pregnancy)
14. แมลงกัดต่อย (Insect bites)
15. ปรับปรุงสภาพผิวที่สุขภาพดีอยู่แล้ว (Healthy skin)
16. กล้ามเนื้อล้า ปวดหรือตึง (Muscle fatigue, aches and tension)
17. ก่อนและหลังออกกำลังกาย (Before and after strenuous exercise)
18. อาการแพ้ทางผิวหนัง (Skin allergies)
19. ผื่นคัน (Eczema)
20. ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis)
21. ผิวหนังโดนลวกด้วยความร้อน (Skin damage from heat e.g. hot grease while cooking)

เมล็ดฟักทอง ได้รับการกล่าวขานถึงสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดฟักทองก็กลายเป็น ‘SUPERFOOD’ ที่อุดมไปด้วยวิตามินและกรดไขมันที่จำเป็นต่อผิว ซึ่งเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพในการช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น และด้วยเหตุนี้ผิวจึงมีสุขภาพดีขึ้น "ความชุ่มชื้น คือจุดเริ่มต้นของผิวสุขภาพดี"
น้ำมันเมล็ดฟักทอง (Pumpkin seed oil)

เป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่ได้จากเมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยเบต้า-แคโรทีน (β-Carotenes), วิตามินอี (Vitamin E), วิตามินบี (Vitamin B), ลูทีน (Lutein) และแร่ธาตุต่าง ๆ อีกทั้งประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว และยังพบสารสำคัญอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด เช่น
กรดโอลิอิก หรือที่รู้จักกันในชื่อกรดไขมันโอเมก้า-9 (Essential Fatty Acid Omega-6) มีการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์หลายชิ้นให้ข้อสรุปเช่นเดียวกันว่า โอเมก้า-9 เป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจ ต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย รักษาระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง บรรเทาอาการข้อกระดูกอักเสบ และรักษาอาการลำไส้ใหญ่ทำงานผิดปกติ การทำงานจะได้ผลดียิ่งขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับกรดไขมันโอเมก้า-3 (น้ำมันปลาจากทะเลน้ำเย็น เช่นน้ำมันปลาแซลมอน) แม้น้ำมันจากเมล็ดฟักทองไม่มีผลทางยาโดยตรง แต่การที่มีกรดโอลิอิกอยู่ในปริมาณค่อนข้างมากกว่าเมล็ดพืชบางชนิด จึงมีส่วนเป็นตัวช่วยในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ต่อมลูกหมากโตเมื่อนำไปใช้ร่วมกับสมุนไพรซอว์พาลเมตโต หรือพิเจียม
เบต้า-ซิโตสเตอรอล (Beta-sitosterol) เป็นสเตอรอลธรรมชาติที่พบในพืชหลายชนิดมีคุณสมบัติสกัดกั้นการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยลดปัญหาคอเลสเตอรอลในเลือด และยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านการอักเสบ น้ำมันเมล็ดฟักทองมีสเตอรอลชนิดเบต้า-ซิโตสเตอรอล เป็นส่วนประกอบแม้มีอยู่ในปริมาณไม่มากนัก แต่ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของสเตอรอลชนิดนี้รวมเข้ากับกรดไขมันที่มีอยู่ทำให้เป็นประโยชน์แก่สุขภาพของหัวใจ หลอดเลือด และต่อมลูกหมาก ทั้งยั้งช่วยให้ปัสสาวะถูกขับออกได้ง่ายขึ้น
กรดอะมิโนคูเคอร์บิทิน (Cucurbitin amino acid) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากรดอะมิโนชนิดนี้เป็นสารสำคัญที่ใช้ในการถ่ายพยาธิในลำไส้ที่พบแต่ในเมล็ดพืชเท่านั้น และมีความปลอดภัยสูง แม้เด็กหรือสตรีมีครรภ์ก็สามารถรับประทานได้ ความเข้มข้นของกรดอะมิโนในเมล็ดฟักทองจะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดและสายพันธุ์ของฟักทอง
กรดปาล์มิติก (Palmitic) เป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่มีส่วนสำคัญในการสื่อสารและทำงานร่วมกันของเซลล์ ถ้าร่างกายมีกรดไขมันชนิดนี้ไม่เพียงพอ อาจทำให้เซลล์มีการทำงานที่ผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหายได้
น้ำมันเมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินอี เมื่อทำงานร่วมกันกับ ซีลีเนียม (Selenium) จะมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาและบรรเทาปวดเข่า โดยมีความจำเป็นสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือนได้ดี ไม่เพียงเท่านั้นยังมีประโยชน์ในผู้ชายอีกด้วย เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบว่าครึ่งหนึ่งของซีลีเนียมที่มีอยู่ในร่างกายจะพบได้ที่อัณฑะและท่อนำน้ำเชื้อ จะมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง

"ความชุ่มชื้น คือจุดเริ่มต้นของผิวสุขภาพดี"
จีแอนด์เอช เนอริช +™ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วย 3 คุณค่าของส่วนผสมจากธรรมชาติที่คัดสรรแล้ว
 ออเรนจ์ บลอสซัม ฮันนี่ ( น้ำผึ้งจากดอกส้ม )  เชีย บัทเทอร์ และน้ำมันสกัดจากเมล็ดฟักทอง เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์พื้นฐานในขั้นแรกเริ่มที่เป็นจุดเริ่มต้นของความชุ่มชื้นและผิวสุขภาพดีอย่าแท้จริง
ทำความสะอาดผิว พร้อมคงความชุ่มชื้น
สบู่บำรุงผิว จีแอนด์เอช เนริช +™ (G&H NOURISH+™ Complexion Bar)

 

ชอบอาบน้ำด้วยสบู่แบบก้อน

ชุดผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

 
 

ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติไม่เติมแต่งด้วยสารเคมีเป็นพิษใดๆ กับผู้ใช้ทุกๆ คน

 

 

สารกลุ่มซัลเฟต
    สารกลุ่มซัลเฟต ที่ถูกใช้บ่อยๆ ก็คือ sodium lauryl sulfate (SLS) และ Sodium laureth sulfate (SLES)
มีคุณสมบัติในการชำระล้างสิ่งสกปรกได้อย่างดี และไม่ได้แค่ถูกใช้ในโฟมล้างหน้าเท่านั้น
แต่มันยังเป็นสารชำระล้างที่ใช้ในน้ำยาล้างรถ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เป็นต้น แล้วถ้าเรามาใช้กับผิวหน้าเราทุกวันจะเกิดอะไรขึ้น ?
สำหรับบางคนก็อาจจะเกิดอาการแพ้เลยทันที แต่บางคนอาจจะไม่มีอาการแพ้อย่างเห็นได้ชัด แต่หากใช้ไปทุกวัน
ผิวก็จะค่อยๆ ถูกทำร้ายไปเรื่อยๆ จนผิวมีสภาพที่อ่อนแอลง แพ้ง่ายขึ้น

ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสําอาง
ขณะนี้ได้มีข่าวเกี่ยวกับสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ต่างประเทศได้ยกเลิกการใช้สารประเภทนี้ไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง โดยเฉพาะสบู่เหลว ซึ่งใช้กันทุกเพศทุกวัย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่ได้นิ่งนอนใจได้ทำการสืบค้นและติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารที่ใช้ในเครื่องสำอางมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณี ความปลอดภัยของสาร SLS ( Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสำอาง

สารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต หรือที่นิยมเรียกในชื่อย่อว่า เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรก คราบไขมันหลุดออกไปได้ง่ายขึ้น จึงเรียกง่ายๆ ว่าเป็นสารทำความสะอาด นิยมใช้ทั้งในวงการอุตสาหกรรมและเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน (โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้) เครื่องสำอางที่นิยมผสมสารนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำ เช่น สบู่เหลว แชมพู ตลอดจนยาสีฟัน

และจากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าอันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งข้อมูลความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งจากสารกลุ่มนี้ อาจมาจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารก่อมะเร็ง คือ 1,4 Dioxane แต่ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสารทำความสะอาด สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนนี้ได้ด้วยการใช้ระบบสูญญากาศ (ซึ่งไม่เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก) อีกทั้งได้มีการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะพบ 1,4 Dioxane ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปมีน้อย จึงไม่ควรกังวลว่าสาร SLS ในเครื่องสำอางจะก่อให้เกิดมะเร็ง

ทั้งนี้เครื่องสำอางที่ผสมสาร SLS อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้บ้าง เช่น แชมพูเข้าตาทำให้แสบตา หรือฟอกสบู่เหลวนานเกินไป อาจระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย มิได้ห้ามใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่หากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงสาร SLS ในเครื่องสำอาง สามารถเลือกใช้เครื่องสำอางที่ฉลากระบุว่า “ Sodium Lauryl Sulfate Free” ได้

ขณะนี้มีสารทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ Sodium Laureth sulfate (SLES) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS และยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นสารก่อมะเร็ง

ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องนี้จนเกินไป หากพบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงบวก หรือเชิงลบ จำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ตลอดจนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กระจ่างชัด ก่อนที่จะดำเนินการหรือตัดสินใจใดๆ
ที่มา